หน้าเว็บ

Buddhism กับวิกฤตการณ์ผู้นำ (ตอนที่ ๒) พระมหาณัฐพร กุสลจิตฺโต


สังคมปมปัญหา
ในช่วงสถานการณ์การเมืองร้อนระอุ ประชาชนตกอยู่ในสภาวะจิตถดถอย จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง  การเกิดสงครามขนาดย่อมกลางเมืองกรุง  เหตุการณ์นองเลือดของคนไทย ที่ตกต้องผืนแผ่นดินโดยน้ำมือของคนชาติเดียวกันเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมีต้นเหตุมาจากปัญหาความขัดแย้งของบุคคลสองกลุ่มเป็นสำคัญ  จนเป็นบ่อเกิดให้ปัญหาทางการเมืองที่หมักหมมมานานได้ปะทุขึ้น  เสมือนหนึ่งว่า ปัญหาความขัดแย้งของบุคคลทั้งสองกลุ่มนั้นเป็นตัวจุดระเบิดให้ปัญหาการเมืองระเบิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาทั้งหลายทั้งปวง  เกิดจากผู้นำทางความคิดหรือเรียกให้ร่วมสมัยก็คือ  “แกนนำ”  เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างแบบสุดโต่ง (หรืออีกนัยหนึ่ง  มีอุดมการณ์เหมือนกันแต่ต่างกันตรงที่วิธีการ) คอยปลุกปั่นมวลชนให้มีความคิดความเห็นตามที่ตนเชื่อและยึดถือ โดยอ้างเหตุผลนานัปการทั้งที่จริงบ้าง  ปรุงแต่งขึ้นบ้าง  มาแสดงให้กับผู้ฟังหรือผู้ร่วมชุมนุมได้เห็นพ้องกับทัศนะของตนเอง  เพื่อทำให้ผู้ชุมนุมมีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมเป็นแนวทางเดียวกัน  เมื่อมวลชนมีอุดมการณ์ร่วมกันแล้ว  ทำให้มวลชนเกิดความเข้มแข็ง ผู้ร่วมชุมนุมก็จะทำตามผู้นำโดยไม่มีเงื่อนไข  หลังจากนั้นผู้นำจะนำพาให้เป็นไปในแนวทางที่ตนต้องการได้โดยง่าย  ไม่ว่าหนทางและวิธีการนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม  ขอเพียงให้มีกฎหมู่เป็นกลไกเท่านั้นเป็นพอ  เพราะแกนนำคิดกับผู้ร่วมชุมนุมแค่หมากตัวสำคัญในการเข้าถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้เท่านั้นเอง 

Buddhism กับวิกฤตการณ์ผู้นำ (ตอนที่ ๑) พระมหาณัฐพร กุสลจิตฺโต

         ปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกลงสู่รากแก้วแห่งหุบเหวทางจิตวิญญาณของประชาชนคนไทย ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางความคิดความเห็นของกลุ่มบุคคลที่ต่างเห็นว่าความคิดและการกระทำของตนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  เที่ยงตรงที่สุด  ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นความเห็นที่ผิดเป็นการกระทำที่ผิด  ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกัน   ต่างฝ่ายต่างไม่หันหน้าเข้าหากัน ไม่พูดคุยกันเพื่อปรับความเข้าใจหรือเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องร่วมกัน  ทว่า  ทั้งสองฝ่ายกลับมองเห็นอีกฟากฝั่งหนึ่งเป็นศัตรูคู่อริ  คิดแค้นเคืองกัน  บริภาษกันด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย  ใช้กำลังประทุษร้าย   พยายามพูดปลุกเร้ามวลชนให้เข้าร่วมอุดมการณ์ที่กลุ่มตนนั้นยึดถือ   ใช้มวลชนในการอ้างความชอบธรรมต่อรองผลประโยชน์จากรัฐ   นอกจากนั้นแล้วยังยุยงมวลชนให้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายโดยใช้คำว่า  “อารยะขัดขืน”   โน้มน้าวมวลชนของตนว่านี่คือการชุมนุมแบบสันติอหิงสาที่ทั่วโลกยอมรับได้    เป็นการไม่เบียดเบียนใคร  เป็นหนทางแห่งชัยชนะ  เป็นหนทางที่ผู้เจริญแล้วทำกัน  ที่สำคัญได้นำคำว่าประชาธิปไตยมาเรียกร้อง  แต่ในความเป็นจริงแล้วหลักการและวิธีการดังกล่าวส่งผลกระทบเสียหายให้คนหมู่มาก ซึ่งจากหลายเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนในฐานะที่เป็นพระภิกษุรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาผู้มีอุดมการณ์ทางความคิดประการหนึ่งว่า  อยากเห็นสังคมที่ตนได้ร่วมชายคาอาศัยนั้นมีความสงบสุข ประชาชนภายในชาติมีเมตตาอารี ให้อภัยซึ่งกันและกัน  ที่สำคัญอยากให้ประชาชนชาวไทยรู้จักใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญความจริงและความถูกต้องในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้กำลังประทุษร้าย   ประพฤติตนให้สมกับที่ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ผู้เขียนใคร่ขอนำหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาเทียบเคียงกับวิกฤตการณ์[1] ดังกล่าว พร้อมทั้งพยายามหาแนวทางในการแก้ไขตามหลักพุทธวิธีที่ผู้เขียนเห็นว่าสอดคล้องกันกับสภาพความเป็นจริง


เขียนได้สองวิธี   วิกฤตการณ์ (วิ-กริด-ตะ-กาน) กับ วิกฤติการณ์ (วิ-กริด-ติ-กาน)  เป็นคำนาม  หมายถึง  เหตุการณ์อันวิกฤติ    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒

เทคนิคพิชิตรายงาน

ไม่อยากพลาดรายงาน  ทำแบบนี้แล้วติดไว้หน้าคอมเลยครับ
ไม่สงวนลิขสิทธิ์