ปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกลงสู่รากแก้วแห่งหุบเหวทางจิตวิญญาณของประชาชนคนไทย ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางความคิดความเห็นของกลุ่มบุคคลที่ต่างเห็นว่าความคิดและการกระทำของตนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เที่ยงตรงที่สุด ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นความเห็นที่ผิดเป็นการกระทำที่ผิด ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกัน ต่างฝ่ายต่างไม่หันหน้าเข้าหากัน ไม่พูดคุยกันเพื่อปรับความเข้าใจหรือเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องร่วมกัน ทว่า ทั้งสองฝ่ายกลับมองเห็นอีกฟากฝั่งหนึ่งเป็นศัตรูคู่อริ คิดแค้นเคืองกัน บริภาษกันด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย ใช้กำลังประทุษร้าย พยายามพูดปลุกเร้ามวลชนให้เข้าร่วมอุดมการณ์ที่กลุ่มตนนั้นยึดถือ ใช้มวลชนในการอ้างความชอบธรรมต่อรองผลประโยชน์จากรัฐ นอกจากนั้นแล้วยังยุยงมวลชนให้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายโดยใช้คำว่า “อารยะขัดขืน” โน้มน้าวมวลชนของตนว่านี่คือการชุมนุมแบบสันติอหิงสาที่ทั่วโลกยอมรับได้ เป็นการไม่เบียดเบียนใคร เป็นหนทางแห่งชัยชนะ เป็นหนทางที่ผู้เจริญแล้วทำกัน ที่สำคัญได้นำคำว่าประชาธิปไตยมาเรียกร้อง แต่ในความเป็นจริงแล้วหลักการและวิธีการดังกล่าวส่งผลกระทบเสียหายให้คนหมู่มาก ซึ่งจากหลายเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนในฐานะที่เป็นพระภิกษุรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาผู้มีอุดมการณ์ทางความคิดประการหนึ่งว่า อยากเห็นสังคมที่ตนได้ร่วมชายคาอาศัยนั้นมีความสงบสุข ประชาชนภายในชาติมีเมตตาอารี ให้อภัยซึ่งกันและกัน ที่สำคัญอยากให้ประชาชนชาวไทยรู้จักใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญความจริงและความถูกต้องในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้กำลังประทุษร้าย ประพฤติตนให้สมกับที่ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ผู้เขียนใคร่ขอนำหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาเทียบเคียงกับวิกฤตการณ์[1] ดังกล่าว พร้อมทั้งพยายามหาแนวทางในการแก้ไขตามหลักพุทธวิธีที่ผู้เขียนเห็นว่าสอดคล้องกันกับสภาพความเป็นจริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น