ในเมืองไทยของเรานั้น ชอบอ้างนักว่าธรรมะไม่เกี่ยวกับการเมือง คนที่นิยมกล่าวอ้างเช่นนี้ แสดงว่าขาดความรู้ทั้งทางธรรมและทางการเมืองเพราะในความเป็นจริงนั้น ธรรมะจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเมือง เนื่องจาก “การเมืองที่ไม่มีธรรมะ ก็เท่ากับประเทศชาติไม่มีความเจริญ” เพราะเมื่อนักการเมืองไม่มีธรรมะ เขาจะนำพาเอาประเทศชาติฉิบหายไปด้วย มีนักการเมืองคนหนึ่งได้กล่าวออกสื่อว่า “ผมไม่ได้รับมอบหมาย ให้มาพูดเรื่องจริยธรรม” ประโยคนี้ถือเป็นประโยคทองที่ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความเป็นผู้นำของนักการเมืองไทยบางคนไม่ได้ผูกโยงกับหลักของศีลธรรมอันดีงาม เมื่อนักการเมืองเลือกที่จะปฏิเสธการยอมรับศีลธรรมฉันใด นั่นก็แสดงให้เห็นว่า นักการเมืองเลือกที่จะยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นว่าเป็นเรื่องปกติวิสัยฉันนั้น หากประเทศไทยมีนักการเมืองหรือผู้นำที่ปราศจากธรรมะเป็นแนวทางในการทำงานแล้ว ประเทศไทยย่อมมีโอกาสสูงที่จะตกต่ำไปมากกว่านี้ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับนานาชาติ เพียงแค่หยิบยกเรื่องจริยธรรมมาเป็นเครื่องชี้วัดระดับความโปร่งใส ประเทศไทยก็แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว
เมื่อประมวลปัญหาต่างๆแล้ว รากเง้าแห่งปัญหานั้นก็หนีไม่พ้นอกุศลมูล ๓ ที่ทำร้ายสังคมไทยเรามาอย่างยาวนานและเพิ่งเห็นชัดเจนเมื่อปัญหานั้นปะทุขึ้นมา ได้แก่[1]
๑) ความโลภ หรือ ความอยากไม่รู้จักจบสิ้น
๒) ความโกรธ หรือ ความลุแก่อำนาจ
๓) ความหลง หรือ กระบวนทัศน์การพัฒนาคนหรือประเทศที่ผิดพลาด
กิเลส ๓ ตัวนี้ บางทีมีสรรพนามว่า ตัณหา มานะ ทิฐิ หากนำมาประยุกต์ให้ร่วมสมัย ก็จะพบว่า ไม่ใช่กิเลสตัวใหม่แต่อย่างใดในสังคมไทย เพราะแท้จริงแล้ว
๑) ตัณหา ก็คือ ระบบทุนนิยม (กำไรสูงสุด/กระตุ้นให้อยาก-ยั่วให้ซื้อเกินจำเป็น)
๒) มานะ ก็คือ ระบบอำนาจนิยม (บ้าอำนาจ/โลกาภิวัตน์/ชาตินิยม)
๓) ทิฐิ ก็คือ ระบบทุนนิยม(ความมั่งคั่งพรั่งพร้อมทางวัตถุคือคำตอบสุดท้ายของชีวิต)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น