จากการศึกษาวิชา สังคมวิทยาศาสนาสำหรับครู
ผู้เขียนมีแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคม ดังต่อไปนี้
การที่จะแก้ปัญหาสังคมปัจจุบันได้เราจะต้องรู้ต้นตอของปัญหา ว่าแต่ละปัญหาที่เกิดนั้น มีเหตุเกิดจากอะไร แล้วเราจะแก้ได้ด้วยวิธีใด แต่ในที่นี้ผู้เขียนมีความคิดความเห็นว่า หลักธรรมที่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้บนโลกใบนี้อันมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์นั้น
มีอยู่หลักธรรมหนึ่งที่เหมาะสมกับทุกเรื่องราวและสภาวการณ์ เหมาะที่จะนำไปเผยแผ่แก่คนทั้งโลก สามารถพิสูจน์ทดลองตามหลักวิทยาศาสตร์ได้
ยิ่งกว่านั้นสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงในสังคมได้ หลักธรรมที่ว่านี้ก็คือ “กตัญญูกตเวที” เป็นต้น
ความกตัญญูกตเวที หมายถึง ภาวะตื่นรู้ถึงคุณค่าของบุคคลหรือสิ่งที่เคยให้คุณกับเรา พร้อมทั้งหาโอกาสตอบแทนท่านอย่างสมเหตุสมผล (One who is grateful and repays the done favor; grateful person)
การนำหลักธรรมมาใช้
คนในสังคมปัจจุบันยังมีความเข้าใจความหมายหรือขอบเขตของความกตัญญูกตเวที คลาดเคลื่อนเปลี่ยนไป
โดยมุ่งเน้นที่การตอบแทนบุญคุณกับคนที่ทำอุปการะต่อตน แต่ไม่ได้เข้าใจในความหมายของความกตัญญูกตเวทีในทัศนะของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
จึงมีหลายคนหลงทำทุจริตผิดศีลธรรมเพื่อตอบแทนคุณ เช่น
ทำอาชีพทุจริตเพื่อตอบแทนบิดามารดาโดยอ้างว่าเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที
ประชาชนลงคะแนนเสียงให้กับนักการเมืองเพื่อเป็นการทดแทนคุณที่รับเงินมา เป็นต้น
ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาไตร่ตรองด้วยว่า
เราจะนำหลักธรรมนี้มาใช้อย่างไรให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีเหตุมีผล
โดยที่ตนเองและผู้อื่นไม่เดือดร้อนกับการกระทำของตน
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า
หลักธรรมที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาของโลกได้นั้นตามทัศนะของผู้เขียน ก็คือ
กตัญญูกตเวที กล่าวคือ นำหลักธรรมนี้ไปจับปัญหาต่างๆ อุปมาเหมือน
ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ก็ต้องจับโจรผู้ร้ายที่ก่อความเดือดร้อนให้กับคนอื่น ความกตัญญูกตเวทีก็เช่นเดียวกัน เราก็นำมาจับปัญหาเหล่านี้ได้เหมือนกัน
ความกตัญญูกตเวทีต่อสถาบัน
สิ่งแรกที่ผู้เขียนนึกถึงในเรื่องนี้ก็คือ สถาบันทั้งสาม
อันได้แก่ ชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์
ที่เปรียบเสมือนเป็นเสาหลักของสังคมไทย
เป็นสถาบันที่ควรค่าแก่การรักษาและตอบแทนอย่างถึงที่สุด อีกสถาบันหนึ่งก็คือ สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมที่เล็กที่สุดแต่มีความสำคัญที่สุดต่อสังคมไทย
ด้านสถาบันชาติ เช่น
การไร้จริยธรรมของนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น
นำเงินภาษีที่เรียกเก็บจากราษฎรผู้ที่ทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริตด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายไปใช้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่ก้าวหน้า สวัสดิการของประชาชนต้องเดือดร้อน
ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเราสามารถปลูกฝังคุณธรรมข้อนี้ให้เขาทั้งหลายได้มีจิตสำนึกถึงสถาบันชาติ ซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมของคนทั้งประเทศ
เขาเหล่านั้นก็คงไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นแน่ สำหรับบุคคลที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงแสดงว่าขาดความสำนึกถึงพระคุณของสถาบันชาติ
ด้านสถาบันศาสนา ประเทศไทยมีวัดแทบทั่วทุกตำบลทุกหมู่บ้าน
แต่น่าแปลกที่ว่าคนขาดศีลธรรมกันมาก
ถ้ามองให้ลึกลงไปเราจะพบว่าสังคมไทยเรานั้นมีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานทั้งทางประเพณีและวัฒนธรรม สังคมเราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ก็เพราะพระพุทธศาสนา แต่เรากลับหลงลืมคุณค่าของพระพุทธศาสนา ลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับอบายมุข ถ้าเรารู้จักที่จะตอบแทนคุณพระศาสนา เราก็สามารถทำได้ง่ายเพียงแค่ ประพฤติตนให้เป็นคนดีตามหลักศาสนา แค่นี้คุณก็ได้ชื่อว่า กตัญญูกตเวทีต่อพระศาสนาแล้ว
ด้านสถาบันพระมหากษัตริย์
เรื่องหนึ่งที่ทั่วโลกต่างยอมรับในด้านสถาบันกษัตริย์ของไทยก็คือ
ความรักที่ชาวไทยมีให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างหาที่สุดมิได้เป็นความรักที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยคำพูด ถ้ามองในอีกด้านหนึ่ง ความรักที่เรามีให้แก่พระองค์ท่านนั้น
เป็นความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบเสียที่เดียว
เพราะเหตุที่ว่า
เราต่างก็ไม่ดำเนินชีวิตตามวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านได้วางรากฐานมาตั้งแต่
พ.ศ.๒๕๑๔ โดยการทำให้ดู แล้วก็อยู่ให้เห็น
เราต่างก็บอกว่ารักท่านๆ
แต่เรากลับหาได้เดินตามรายเท้าที่พระองค์ท่านเดินไม่ นี่หรือที่เรียกว่า
ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อย่างหาที่สุดมิได้ ดังนั้นถ้าเรารักและเคารพในหลวงของเรา
เราก็ต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่านด้วยการดำเนินชีวิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียงดังที่พระองค์ท่านได้แนะนำไว้
มารดาบิดา ซึ่งเป็นผู้นำชีวิตเราสู่โลกกว้างได้อย่างสมบูรณ์
เติมเต็มในสิ่งที่บุคคลอื่นไม่สามารถทำแทนให้ได้ แต่เรากลับพบปัญหามากมาย ทั้งเรื่องที่
ถูกทำร้ายทุบตี
ทอดทิ้งให้ท่านอยู่อย่างลำพัง
ขาดการเหลียวแลจากลูก
ถ้าเราต่างสำนึกในคุณของบิดามารดาที่ให้เลือดให้เนื้อให้ชีวิตแก่เรา จะไม่มีทางเลยที่บุคคลที่ได้ชื่อว่า เป็นลูกของตาแก่ยายแก่คนหนึ่ง ที่ทำให้ท่านน้ำตาตก
ด้านครูบาอาจารย์ ผู้เปิดประตูทางวิญญาณแก่ศิษย์
ซึ่งพบกับปัญหามากมายทั้งภายในและนอกห้องเรียน บ้างก็เกิดจากตัวครูเอง บ้างก็เกิดจากศิษย์
แต่ถ้าเกิดจากตัวครูๆย่อมจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดจากนักเรียน
กลับทำให้ครูเครียดมากกว่า เช่น การไม่ตั้งใจเรียน เป็นต้น
ถ้าเรากตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์
ไม่มีทางเลยที่เราจะไม่ตั้งใจเรียน ทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อน แสดงความก้าวร้าวต่อครู เป็นต้น
ด้านตนเอง ทางผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า “ตัวเอง” จะแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อ “ตัวเอง”
ได้อย่างไร กล่าวคือ การมีสัจจะ ความจริงใจ ซื่อตรง ซื่อสัตย์
ต่อตัวเอง ไม่ตกเป็นทาสของยาเสพติด เป็นต้น
อีกอย่างหนึ่งคือ
ปัญหาที่เกิดจากการมีความเห็นต่างของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจนเกิดการปะทะกัน สำหรับคู่กรณีที่ทะเลาะด้วย ถ้าเรามองโลกในแง่ดี
ใครเลยจะรู้เล่าว่าเขาอาจจะเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากิน พนักงานรัฐวิสาหกิจที่บริการสังคม
แม้กระทั่งคนที่ปลูกต้นไม้เพียงต้นเดียวที่ผลิตออกซิเจนให้เราหายใจ เพียงแต่เรามีสติคอยยับยั้งอารมณ์แล้วเปิดใจให้กว้าง
เราอาจจะพบประตูเล็กๆที่พร้อมจะเปิดสู่ทางออกให้กับเราได้
ด้วยการนึกถึงคุณหรือหน้าที่ที่เขาเหล่านั้นตอบแทนให้กับสังคม เราก็จะไม่พบปัญหาที่ตามมาได้เลย
ความกตัญญูกตเวทีต่อสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมอันได้แก่ อาหาร ผืนดิน
ผืนน้ำ ผืนฟ้า และโลก
ที่เราท่านทั้งหลายต่างได้รับคุณประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น แต่จะมีใครสักกี่คนที่เห็นคุณค่าของมัน
มันไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยคร่ำครวญ
ไม่เคยแม้แต่จะปริปากบ่นพวกมนุษย์ที่เอาแต่เหยียบย่ำ บั่นทอน
ทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อม ถึงแม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามเราก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้ทำลายด้วยกันทั้งสิ้น
ด้านอาหาร
บางท้องถิ่นก็มีเหลือกินเหลือใช้จนกินทิ้งกินขว้าง
บางท้องถิ่นก็ไม่มีกินถึงขนาดที่ว่าเหลือเพียงแต่หนังหุ้มกระดูกจริงๆ ถ้าคนที่กินทิ้งกินขว้างเหล่านั้นเห็นอกเห็นใจคนที่ขาดแคลนอาหารบ้างหรือนึกถึงบุญคุณชาวนา ชาวสวน
ที่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารมาบริโภค
ก็จะไม่มีทางเลยที่จะกินทิ้งกินขว้าง
ด้านผืนดิน ผืนน้ำ
และผืนฟ้า
เราต่างก็ต้องอาศัยธรรมชาติเหล่านี้ในการดำรงอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในสภาพความเป็นจริง เราก็ทำร้ายธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น อาทิ
การปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำ
การปล่อยมลพิษขึ้นสู่อากาศ
การปล่อยขยะสารพิษสู่แผ่นดิน
เป็นต้น
ถ้าเราต่างให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้แล้ว
ไม่มีทางเลยที่พวกเราเหล่ามนุษยชาติทั้งหลายจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ โลกก็จะไม่แห้งแล้ง ฤดูกาลก็จะเป็นไปตามวิถีของธรรมชาติๆ ก็คงไม่ทำร้ายเราถ้าเราไม่ทำร้ายมันก่อน
ปัญหาพุทธิภาวะของผู้นำ
จริงอยู่ที่สังคมและประเทศชาติต้องการผู้นำ แต่ก็ต้องการผู้นำที่มีความซื่อสัตย์สุจริต
มีวุฒิภาวะ นำพาไปในทางที่ชอบธรรม คอยหาวิธีในการช่วยเหลือสังคม เสียสละเพื่อส่วนร่วม ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้นำขาดความชอบธรรม ไร้ซึ่งวุฒิภาวะ นำพาไปในทางเสื่อม ผู้ตามก็จะตกกระไดพลอยโจนไปด้วย
เนื่องจากต้องตกอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกข้าง
บทบาทของผู้นำจึงเป็นบทบาทสำคัญที่สังคมไทยต้องการ หลักทศพิธราชธรรม (การบริหารบ้านเมือง) และหลักธรรมาภิบาล (GOOD
GOVERNANCE) จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างกว้างขวาง
ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากที่เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงทศพิธราชธรรม
แต่เรากลับมีนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอรัปชั่น ภาวะผู้นำหรือผู้นำที่สังคมไทยต้องการและจำเป็นต้องมีนั้น
ควรมีลักษณะอย่างไรจึงจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญและสงบสุขได้
ในที่นี้ผู้เขียนขอเสนอหลักปฏิบัติของผู้นำ
๑๐ ข้อ
แบบร่วมสมัยที่ผู้เขียนเชื่อว่าผู้นำประเทศทุกยุคทุกสมัยนำไปใช้ได้ เพียงแต่ว่าต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงมิใช่แค่อยู่ในหน้ากระดาษเท่านั้น กล่าวคือ
๑)
เป็นผู้ให้
ไม่ใช่ผู้กอบโกย (ทานํ)
๒)
เป็นผู้มีจริยธรรม คือมีความประพฤติที่ถือเอาเป็นต้นแบบได้ (สีลํ)
๓)
เป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน (ปริจฺจาคํ)
๔)
เป็นผู้มีสุจริตโปร่งใส (อาชฺชวํ)
๕)
เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน ดังหนึ่งเป็นข้าช่วงใช้ของประชาชน (มทฺทวํ)
๖)
เป็นผู้ฝึกตนให้ลอยพ้นเหนือผลประโยชน์และอคติทั้งปวง (ตปํ)
๗)
เป็นผู้ไม่ลุแก่อำนาจ (อกฺโกธํ)
๘) เป็นผู้ไม่เบียดเบียนประชาชนทั้งโดยอำนาจ/กฎหมาย/ภาษีที่ไม่ชอบธรรม (อวิหิงฺสา)
๙)
เป็นผู้อดทนต่องานหนัก/ต่อการวิพากษ์วิจารณ์/ต่อการยั่วยุให้ลุแก่อำนาจ (ขนฺติ)
๑๐)
เป็นผู้ถือธรรม (นิติธรรม/เนติธรรม/สัจธรรม) เป็นอำนาจเป็นธงชัย ในการบริหารราชการแผ่นดิน (อวิโรธนํ) (ว.วชิรเมธี,
๒๕๕๒ :
๗๘)
ในเมืองไทยของเรานั้น
ชอบอ้างนักว่าธรรมะไม่เกี่ยวกับการเมือง คนที่นิยมกล่าวอ้างเช่นนี้
แสดงว่าขาดความรู้ทั้งทางธรรมและทางการเมืองเพราะในความเป็นจริงนั้น ธรรมะจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเมือง เนื่องจาก
“การเมืองที่ไม่มีธรรมะ
ก็เท่ากับประเทศชาติไม่มีความเจริญ”
เพราะเมื่อนักการเมืองไม่มีธรรมะ
เขาจะนำพาเอาประเทศชาติฉิบหายไปด้วย
มีนักการเมืองคนหนึ่งได้กล่าวออกสื่อว่า “ผมไม่ได้รับมอบหมาย ให้มาพูดเรื่องจริยธรรม”
ประโยคนี้ถือเป็นประโยคทองที่ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ความเป็นผู้นำของนักการเมืองไทยบางคนไม่ได้ผูกโยงกับหลักของศีลธรรมอันดีงาม เมื่อนักการเมืองเลือกที่จะปฏิเสธการยอมรับศีลธรรมฉันใด นั่นก็แสดงให้เห็นว่า
นักการเมืองเลือกที่จะยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นว่าเป็นเรื่องปกติวิสัยฉันนั้น
หากประเทศไทยมีนักการเมืองหรือผู้นำที่ปราศจากธรรมะเป็นแนวทางในการทำงานแล้ว ประเทศไทยย่อมมีโอกาสสูงที่จะตกต่ำไปมากกว่านี้
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับนานาชาติ
เพียงแค่หยิบยกเรื่องจริยธรรมมาเป็นเครื่องชี้วัดระดับความโปร่งใส ประเทศไทยก็แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว
พุทธวิธีการแก้ปัญหา
การได้ศึกษาพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าผ่านพระไตรปิฎก ทำให้เราได้ทราบคุณสมบัติความเป็นผู้นำมาด้วยโดยปริยาย คุณสมบัติเหล่านั้นแทรกแฝงอยู่ในทุกเหตุการณ์
ทุกเรื่องราว
ไม่ใช่เรื่องที่จะไปถามผู้นำว่า
คุณสมบัติที่ดีของผู้นำคืออะไร
เป็นเรื่องของผู้มองจากภายนอกที่จะต้องสรุปเองว่าคุณสมบัติใดบ้างที่คนๆหนึ่งมี
ที่ทำให้เขามีความเป็นผู้นำ
พระพุทธเจ้าเคยถูกประทุษร้ายทั้งทางกายและวจีกรรม เช่น
ถูกท้าทายลองดีโดยพวกต่างลัทธิ
ถูกยั่วยุให้โกรธหรือให้ละทิ้งความตั้งใจ
ถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยผู้มีจิตริษยา
ถูกปองร้ายโดยผู้ใกล้ชิด
ในการบริหารงานภายใน บางครั้งก็มีภิกษุหัวแข็งไม่เชื่อฟัง ทะเลาะกันเองให้วุ่นวาย
หรือแม้กระทั่งมีผู้คิดจะแบ่งแยกสงฆ์ออกเป็นสองฝ่าย พระพุทธองค์ทรงใช้วิธีการต่างๆกันในการแก้ปัญหา ขึ้นอยู่กับโอกาสและลักษณะของปัญหา เช่น
การกล่าวร้ายป้ายสีของพวกลัทธิอื่นในกรุงสาวัตถี หรือการรุมด่าว่าที่ทรงประสบในกรุงโกสัมพี ทรงใช้วิธีกล่าวเตือนสติแต่ไม่โต้ตอบ เรื่องร้ายก็คลายไป
การทะเลาะกันเองของภิกษุชาวเมืองโกสัมพี
เมื่อพระพุทธเจ้าห้ามแล้วไม่มีภิกษุฝ่ายใดยอมฟัง ก็เสด็จปลีกพระองค์ออกไปอยู่ป่า จนกระทั่งชาวเมืองหันมาประท้วงพระภิกษุผู้ช่างทะเลาะ
เหตุที่ไม่พอใจเพราะพระภิกษุเหล่านี้ทะเลาะกันจนทำให้พระพุทธเจ้าหลีกพระองค์ไปอยู่ป่า
เมื่อภิกษุเหล่านั้นสำนึกได้
เรื่องจึงคลี่คลายลง
การวางท่าทีต่อคำถามของวัสสการพราหมณ์ ซึ่งถามเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเมือง พระองค์ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งของแคว้นวัชชี หมายความว่า
แทนที่พระพุทธองค์จะตรัสว่ายุทธศาสตร์การรบคืออะไร พระองค์กลับว่า การจะสร้างเมืองให้เข้มแข็งต้องทำอย่างไร
เพราะเมื่อชุมชนเข้มแข็งแล้ว ทุกอย่างไม่ว่า
ด้านการศึกษา สังคม การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ
ก็เข้มแข็งไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น จะไม่มีใครสามารถทำลายได้ หรือจะไปทำลายเขาก็ไม่ได้
โดยชี้ให้วัสสการพราหมณ์เห็นตัวอย่างและเข้าใจในยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งนั้น
ผ่านการสนทนากับพระอานนท์ถึงอปริหานิยธรรมที่ชาวแคว้นวัชชีถือปฏิบัติอยู่
การศึกษาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้ ในภาพรวมเป็นเครื่องเตือนให้เห็นว่าแม้แต่พระศาสดาผู้เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณก็ยังประสบปัญหานานาประการจากบุคคลที่ยังมีกิเลสครอบงำจิตใจ
พระองค์ทรงใช้พระปรีชาญาณในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดีพร้อมทั้งยังชี้แนะแนวทางสันติสุขให้กับประชาชนด้วย
การหันมาดูพุทธวิธีในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ ซึ่งพระพุทธองค์ทำด้วยปัญญาคุณ และพระมหากรุณาคุณ
อาจจะทำให้ผู้นำตัดสินใจในเรื่องต่างๆโดยใช้อารมณ์น้อยลง มีสติและความรอบคอบมากขึ้น ทว่า
เราต้องไม่ลืมว่าการกระทำต่างๆของพระพุทธเจ้า มิได้ใช้วิธีการอันมิชอบตามทำนองคลองธรรม
พุทธวิธีเป็นวิธีที่มีพระบริสุทธิคุณรองรับอยู่ การที่ผู้นำยังมีกิเลสอยู่
ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะล้มเลิกความตั้งใจใช้พุทธวิธีเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ
แต่ควรจะเป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้เท่าทันระมัดระวัง และพยายามลดกิเลสลงบ้าง ลดความเห็นแก่ตัวลงบ้าง มองผลที่จะเกิดกับประชาชน
และสังคมโดยรวมให้มากขึ้น
โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในฐานะผู้นำ ควรยึดหลักธรรมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ก่อนที่ปัญหานั้นๆจะเปลี่ยนระดับกลายเป็นวิกฤติของคนในชาติ ถ้ากระทำได้เช่นนั้น
ผลของการกระทำอันดีงามและเที่ยงตรงก็ไม่สูญหายไปไหนแน่นอน
ผลจากการกระทำนั้นจะส่งผลย้อนกลับมาเป็นความเจริญอย่างยั่งยืน ความสงบร่มเย็นของประชาชนภายในชาติ รวมทั้งความสงบสุขในสังคมโลกสืบไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น