หน้าเว็บ

“คนเดียวที่ฉันต้องการ” โดย ขุนเขา เขจรบุตร


วิเคราะห์บทความจากเรื่อง 
“คนเดียวที่ฉันต้องการ”
เครดิต: ขุนเขา เขจรบุตร นิตยสาร Secret 25/2/55
     
    ความรู้สึกกับเรื่องที่อ่าน  เมื่อพิจารณาจากเรื่องดังกล่าวแล้วพบว่า  อาชญากรหรือฆาตกร  มักมีที่มาที่ไป  ดังที่ท่านบอกว่า  “น้ำทุกหยดล้วนมีต้นน้ำ  คนทุกคนล้วนมีที่มา”  อาชญากรหรือฆาตกรก็เช่นเดียวกัน  มักมีจุดเริ่มต้นจากปัญหาครอบครัวเป็นสำคัญ  ดังที่ปรากฏอยู่ในเนื้อความ  ก็พบว่า  เกิดจากพ่อแม่หย่าร้างและถูกคนใกล้ตัวกลั่นแกล้งทั้งพ่อแม่และเพื่อน  เป็นต้น  อีกทั้งบางพวกก็เสมือนว่าจะแบกทุกข์เอาไว้เพียงลำพัง  คิดว่า  โลกใบนี้ช่างโหดร้ายกับเขา  คิดว่า  โลกนี้ไม่เคยไยดีเขา  คนลักษณะนี้เมื่อมีทุกข์แล้วไม่รู้จักปล่อยวางจากความทุกข์  เปรียบเหมือนคนที่เอาความทุกข์มารีไซเคิลใหม่  ทุกข์แล้วก็ทุกข์อีกทุกข์ซ้ำซาก  และนี่เองก็เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ก่อเกิดอาชญากร  สรุปง่ายๆ ว่า  เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจกับชะตาชีวิตของตน  
หากถามว่า  คนที่มีปัญหาครอบครัวต้องเป็นเช่นนั้นหรือไม่  คำตอบคือ  ไม่  เพราะไม่มีใครในโลกที่ไม่ประสบกับปัญหาหรือความทุกข์  แต่คนที่หลุดพ้นจากปัญหาแล้วมองปัญหาหรือความทุกข์เป็นเครื่องมือที่ทำให้เขาเข้มแข็งพร้อมที่ก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวงเพื่อให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาที่ใหญ่กว่าที่ยังคงรอคอยอยู่ในอนาคต  เมื่อเราผิดหวังอย่างรุนแรงเรามักจะมองว่า  “ชีวิตนี้เราไม่เหลือใครอีกแล้ว”  แต่เรามักจะลืมไปว่า  คนที่เขารักเราและทุ่มเทให้กับเรานั้นยังคงอยู่ที่เดิม  ไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน อาจจะเป็นพ่อแม่  ปู่ย่า ตายาย เพื่อนสนิท  หรือบุคคลที่รักเรา  แม้กระทั่งเจ้านาย   หากแต่เปิดใจให้กว้างแล้วมองอย่างชาญฉลาดเราก็พบเองว่า  เขาเหล่านั้นยังคงเคียงข้างเราเสมอแม้เราจะไม่เห็นความสำคัญของเขาในบางทีก็ตาม 
จงอย่าถามว่า  “เราอยู่เพื่ออะไร”  แต่จงถามตัวเองว่า  “เราอยู่เพื่อใคร”  ต่างหาก    คนที่เกิดความทุกข์ถึงขีดสุดแล้วคิดว่า  ปัญหาดังกล่าวมันไม่มีทางออกมันมืดแปดด้านจนทำให้คิดอยากฆ่าตัวตาย  หากเรามองไปที่ปัญหาดีดีแล้ว  ที่บอกว่ามืดแปดด้านนั้น  จริงๆ แล้วประตูทางเข้าที่เราเข้ามานั่นแหละกำลังรอให้เราเปิดมันออกมาเพื่อไปพบกับแสงสว่าง  ถ้ามองให้ดี  แสงสว่างมันเล็ดลอดผ่านช่องกลอนประตูมาเสมอ  เพียงแค่เราตั้งใจมองหาทางออกให้ดี  ปัญหาหรือความทุกข์ของคนเราก็เหมือนกัน  ถ้าพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็จะพบกับทางแก้ด้วยเหมือนกัน 
เพราะฉะนั้น  การมีคนใกล้ตัวที่คอยแนะนำพร่ำสอนคอยชี้แนะบอกทางสว่างให้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ  กล่าวคือ  การมีกัลยาณมิตรไว้ใกล้ตัว  ที่สำคัญต้องหลีกห่างจากบาปมิตร  เพราะมิตรประเภทนี้จะพาเราฉิบหาย  เหมือนกับการนำฟืนไปเพิ่มแรงไฟ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  กัลยาณมิตร  ก็ไม่ควรที่จะเป็นเสมือนสมองของเขา  เพราะต้องให้โอกาสเขาได้คิดเองทำเองบ้าง  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้  เหมือนกับว่า  การให้ปลาเขากินหนึ่งมื้อ  กับการสอนให้เขาหาปลาเอง 
อย่างไรก็ตาม  กัลยาณมิตรเองก็ควรมอบวิธีคิดมากกว่าที่จะเป็นคนคิดให้  เพราะกัลยาณมิตรก็มีการเกิดแก่เจ็บตาย เช่นเดียวกัน  อีกทั้งกัลยาณมิตรมิได้อยู่กับเราตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน  ดังนั้น  เราจะต้องศึกษาวิเคราะห์ถึงคุณค่าแท้คุณค่าเทียม  ประโยชน์มิใช่ประโยชน์  บาปบุญคุณโทษ  ด้วยตัวของเราเอง  เพื่อให้ตัวเราเองได้ดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข

ความเกี่ยวข้องกับวิชา  สังคมวิทยาศาสนาสำหรับครู  เรื่องดังกล่าวนี้  สามารถมองได้  ๒ มิติ
มิติที่  ๑  มุมมองด้านสังคม  กล่าวคือ  สังคมทุกหน่วยไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ย่อมมีความหลากหลายทางความคิด  การดำเนินชีวิต  ศิลปวัฒนธรรม  ความเชื่อ  เป็นต้น  ดังนั้น  ในแง่มุมของสังคมปัญหาต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกวิถีแห่งการดำเนินชีวิต  เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม  เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องมีการเชื่อมโยงกัน  มีปฏิสัมพันธ์กัน  มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตเพียงลำพังในสังคมโลกได้  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อได้ศึกษาเรื่องนี้แล้ว  ได้พบปัญหาสังคมประการหนึ่งคือ  ปัญหาครอบครัว  ทั้งการหย่าร้าง  การถูกทารุณจากบุพการี   การโดนเพื่อนแกล้ง  เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมโดยรวม   เมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งในสังคมมีความทุกข์หรือมีปัญหาบางอย่าง  เมื่อปัญหานั้นไม่ได้ถูกบำบัดหรือบรรเทาหรือได้รับการแก้ไข  เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบโดยรวมต่อสังคม  จนบางครั้งคนที่ประสบปัญหาเล็กๆ บานปลายจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติได้  ส่งผลให้เกิดอาชญากรหรือฆาตกรขึ้นได้  ซึ่งเมื่อผู้เขียนประมวลแล้ว  ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ เกิดขึ้นมาก็เพราะเกิดจากปัญหาสังคมที่ชื่อหน่วยว่า  “ครอบครัว”
ทั้งนี้ทั้งนั้น  ปัญหาสังคมย่อมมีทางออกเสมอ  กล่าวคือ  การได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน  นอกจากนั้นแล้ว  ความอบอุ่นที่ได้รับต้องประกอบด้วยความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีแนะนำพร่ำบอกพร้อมทั้งชี้ทางสว่างให้  แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะให้หากัลยาณมิตรนั้นยากเหลือเกิน  อันเกิดจากสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันจนหลายต่อหลายคนละทิ้งความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง  เห็นแก่ตัวมากขึ้น  ฉะนั้น  ต้องพยายามให้ธรรมะเข้ามามีบทบาทกับตัวเราให้มากที่สุด เพราะธรรมะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สอดรับกับสังคมได้อย่างลงตัว
มิติที่  ๒  มุมมองด้านศาสนา  พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนสำคัญประการหนึ่งในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา  นั่นก็คือ  อริยสัจ  ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ  ๔  ประการ  ได้แก่  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  ทั้งสี่ประการนี้เป็นเครื่องมือในการออกจากทุกข์และแก้ไขปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์  ถ้านำกรณีปัญหาอาชญากรมาวิเคราะห์  ทุกข์  คือ  ปัญหาอาชญากร การฆ่ากันตาย เป็นต้น  สมุทัย เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์  คือ  ปัญหาครอบครัว  มรรค  กลวิธีในการออกจากทุกข์  คือ  การกระทำชอบ  เป็นต้น  นิโรธ  คือ ความดับทุกข์  ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการดับทุกข์ที่พระพุทธองค์ได้วางรากฐานให้เราออกจากทุกข์ได้
ในมงคล  ๓๘  ประการ  ข้อที่หนึ่งคือ  การไม่คบคนพาล  ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะก่อเกิดจากการที่เขาเหล่านั้นคบคนชั่วเป็นมิตร  เพียงเพราะการเลือกคบคนผิดก็อาจจะเป็นผลให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ผิดได้เช่นกัน 
พระบาลีว่า  อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ  แปลความว่า  ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน  ถึงแม้ว่าเราจะมีกัลยาณมิตรที่ดี  ก็ใช่ว่ากัลยาณมิตรหรือมิตรแท้นั้นจะอยู่กับเราและช่วยเหลือเราได้ตลอด  ทางที่ดีการพึ่งตนเอง  โดยการนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาร้อยเรียงในจิตใจจนเกิดสัมมาปฏิบัติได้แล้วนั้น  เขาผู้นั้นก็จะพบความความสงบ  ดังพระบาลีว่า  นตฺถิ  สนฺติ  ปรํ  สุขํ  สุขใดเสมอเหมือนความสงบไม่มี   ความสงบในที่นี้ก็คือ  ความสงบใจที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น  สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้  ถึงแม้ปัญหาจะถาโถมเข้ามามากเพียงใดก็ตาม  หากเรายังยึดหลักธัมมาธิปไตย  คือการเอาธรรมเป็นใหญ่  เชื่อว่า  ทุกอย่างจะถูกกระบวนการของความถูกต้องจัดสรรให้พบกับความสงบได้เอง
สามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ได้  ดังนี้
          ประการแรก  การนำกรอบความคิดของคุณวิกรม  กรมดิษฐ์และคุณโอปราห์  วินฟรีย์  ที่ถึงแม้ว่าเขาทั้งสองจะประสบกับปัญหามาตั้งแต่ยังเด็ก (ถูกพ่อทำร้าย,โดนข่มขืน) แต่ทั้งสองก็มีชีวิตในบั้นปลายที่ประสบความสำเร็จระดับโลก  เพราะทั้งสองนึกถึงคนที่รักพวกเขาในยามที่เขามีความทุกข์ก็จะมีคนๆหนึ่งที่เคียงข้าง  คอยให้กำลังใจในยามเดือดเนื้อร้อนใจ  อีกทั้ง  ทั้งสองยังเก็บแรงกดดันที่เกิดขึ้นในวัยเด็กมาเป็นแรงขับเคลื่อนให้ข้ามผ่านอุปสรรคนานัปการได้อย่างไม่สะทกสะท้านเลยทีเดียว
          ประการที่สอง  ต้องพยายามเผชิญหน้ากับปัญหาแล้วแก้ไขให้ถูกวิธี
          ประการที่สาม  เห็นความสำคัญของการกระทำว่า  เราจะต้องทำเพื่อใคร  มากกว่าที่จะทำเพื่ออะไร
กล่าวคือ  เห็นความสำคัญของบุพการีและผู้มีอุปการคุณกับเรามากขึ้น 
          ประการที่สี่  ต้องคบหาสมาคมกับมิตรแท้เท่านั้น  ถึงแม้ว่าจะพบเจอกับบาปมิตรบ้าง  ก็มองแค่ว่า  เราจะไม่ทำแบบเขา
          ประการที่ห้า  ธรรมะเป็นที่พึ่งที่สำคัญที่แท้จริงของมนุษย์  มิใช่ตัวบุคคล  มิใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์  แต่เป็นสภาวธรรมที่เราต้องเรียนรู้เพื่อให้อยู่รอดได้ในสังคม

ไม่มีความคิดเห็น: