หน้าเว็บ

"บวร" กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม


บ้าน วัด  โรงเรียน  เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  แต่เมื่อมองอย่างบูรณาการแล้ว  ผู้เขียนวิเคราะห์แล้วว่า  ทั้งสามภาคส่วนนั้นมีการพัฒนาร่วมกันจริง  แต่ต้องมีแกนกลางในการพัฒนา  นั่นก็คือ  วัด    
พระสงฆ์ถือว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน รวมทั้งเป็นผู้นำที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือดังนั้น การพัฒนาเรื่องใด ๆ ในชุมชนจึงมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการตัดสินใจและจัดการโดยชาวบ้านเป็นผู้ปฏิบัติตาม หากไม่มีพระสงฆ์ผู้นำ การพัฒนาก็ล้มเลิกไป  เช่น วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี และวัดป่าดงชมพูพาน จังหวัดสกลนคร ที่ผู้นำมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ การวางแผนตลอดจนการดำเนินการแบบเบ็ดเสร็จ
          การมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงเรียน และพระสงฆ์ เป็นตัวแบบที่กลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาส่วนใหญ่นิยมใช้ ลำพังจริยธรรมและจิตวิญญาณในการอนุรักษ์อาจจะไม่เพียงพอต่อการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จำเป็นต้องใช้ทักษะของผู้นำตลอดจนข้อมูลข่าวสารเพื่อวางกลยุทธ์ในการจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน  เพราะผู้เขียนเชื่อว่าการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกันโดยนำเอาจิตวิญญาณที่สร้างสรรค์มาถักทอเชื่อมโยงกัน แล้วขยายออกไปเป็นวงกว้างเพื่อให้สังคมเกิดการพัฒนาไปในทางที่ดี ดังนั้นผู้เขียนจึงขอเสนอแนวคิดวิธีการในการให้ทั้งสามภาคส่วน  เรียกโดยรวมว่า ชุมชน  ไว้ดังนี้
         การปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมของพระสงฆ์เอง ก็ได้แทรกหลักธรรมเข้าไปในการจาริกเพื่อให้ผู้ที่ร่วมในการจาริกเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจชีวิตและความเป็นจริงของการอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ เกิดความตระหนักหวงแหนและรักธรรมชาติ เช่น โครงการธรรมยาตราลุ่มน้ำโขง ธรรมยาตราทะเลสาบสงขลา เป็นต้น
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบธรรมชาติ มีลักษณะที่สำคัญคือเน้นการพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองให้กลมกลืนกับธรรมชาติโดยให้พระสงฆ์คอยแนะนำ เช่น มองเห็นความงดงาม น่ารื่นรมย์ มองเห็นคุณค่าของธรรมชาติ ความหลากหลายทางธรรมชาติต่อการพัฒนาจิต เกิดจิตวิเวก สงบ พัฒนาไปสู่ปัญญา โดยการปล่อยให้ธรรมชาติปรับตัวไปตามกฎธรรมชาติหรือตามระบบนิเวศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นแนวคิดที่พัฒนาจิตตนเองโน้มน้าวไปสู่ธรรมชาติแต่ไม่แทรกแซงธรรมชาติให้มาสู่จิต
           แนวคิดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงนำมาใช้เช่นเดียวกัน ทรงเรียกว่า การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกคือการเลือกสถานที่เหมาะสมแล้วทิ้งป่าไว้ ไม่รังแกป่าหรือตอแยต้นไม้ เพียงแต่คอยคุ้มครองให้ขึ้นเองเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น  วัดป่าพรหมประทาน จังหวัดร้อยเอ็ดได้นำมาประยุกต์ใช้จนได้รับประกาศให้พื้นที่วัดเป็นป่าชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ถึงปัจจุบัน โดยที่ชาวบ้านให้ความร่วมมือในการดูแลและจัดการป่าไม้ในบริเวณวัดอย่างดี มีการร่วมมือระหว่างโรงเรียน  บ้านและวัดอย่างเหนียวแน่น
          การปฏิบัติแบบธรรมยาตรา เป็นการเดินทางด้วยธรรมะ เพื่อให้เข้าใจสภาวธรรม สภาพธรรมชาติ และสภาพที่เป็นอยู่จริงของทรัพยากรธรรมชาติและเข้าใจกระบวนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มองเห็นปัญหา ความขัดแย้งผลประโยชน์ ด้วยการสัมผัสและสังเกตการณ์ และนำมาแสวงหาแนวทางแก้ไขอย่างลุ่มลึก ตัวแบบนี้มีการประยุกต์ใช้กับวัดป่าสุคะโตจังหวัดชัยภูมิ
          ดังจะเห็นว่า  การที่พระสงฆ์ได้มีบทบาทในการเป็นผู้นำของทั้งบ้าน และโรงเรียนแล้ว  ทั้งสามภาคส่วนก็สามารถสอดรับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง

มนุษย์ ต้นเหตุปัญหาสิ่งแวดล้อม


สภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายไปนั้น เกิดขึ้นกับปัจจัย ๓ ประการ ดังนี้ “การอุตสาหกรรม  การเกษตร  มนุษย์”   ทั้งสามประการนี้  ผู้เขียนเห็นว่า  มนุษย์  เป็นสาเหตุหลักของทั้งหมด
เนื่องจากมนุษย์เป็นต้นเหตุของกระบวนการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในโลกนี้   เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงกระบวนการทำลาย    ถึงแม้ว่าในระบบอุตสาหกรรมและการเกษตร  จะเป็นตัวเร่งให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมและก๊าซมีเทนจากแหล่งเกษตรกรรม เช่น จากนาข้าว เป็นต้น    
แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งภาพอุตสาหกรรมและภาคเกษตร  มนุษย์ก็เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทั้งสองภาคส่วนดำเนินไปด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม  ดังนั้นมนุษย์เองจึงเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำลายสิ่งแวดล้อม  โดยมีสาเหตุจากการเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว  ทำให้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้สนองความต้องการในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งบางครั้งเกินความจำเป็น จนทำให้ระบบนิเวศต่าง ๆ เสียสมดุล ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างเสื่อมโทรม ร่อยหรอหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถเอื้อประโยชน์ได้เช่นเดิม
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการ รวมไปถึงการควบคุมขนาดประชากรโลกให้มีความเหมาะสมกับทรัพยากรของโลก ด้วยวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
1.การให้การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยเน้นให้ประชาชน ได้รู้จักธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมนุษย์อย่างแท้จริง โดยให้มีการศึกษาถึง นิเวศวิทยา และความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีความรู้จริง ในการดำรงชีวิต ให้ผสมกลมกลืน กับธรรมชาติที่อยู่โดยรอบ ได้มุ่งสอน โดยยึดหลักศาสนา โดยสอนให้คนมีชีวิต ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ทำลายชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่ในธรรมชาติด้วยกัน ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ อย่างสิ้นเปลืองน้อยที่สุด ทำให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ ที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการ ของสังคมและประเทศชาติ ในการพัฒนา
2. การสร้างจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  เป็นการทำให้บุคคลเห็นคุณค่าและตระหนักในสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ รวมทั้งผลกระทบจากการทำกิจกรรมที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความรู้สึก รับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ระหว่างสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาการสร้างจิตสำนึก โดยการให้การศึกษา เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาจิตใจของบุคคล และยังมีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล ให้มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ
3. การส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยให้เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมดำรงชีวิต โดยสอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดตามมา จากการให้การศึกษา และการสร้างจิตสำนึก ทำให้มีการดำรงชีวิต โดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติ
๔.  การบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด ได้แก่  มาตรการกันไว้ดีกว่าแก้  การมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม  และมาตรการใครทำคนนั้นจ่าย  ล้วนเป็นลักษณะหนึ่งของกฎหมายสิ่งแวดล้อม  เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535  พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535  เป็นต้น

ปัญหาน้ำในลำคลองเน่าเสีย


ปัญหาน้ำในลำคลองเน่าเสีย เป็นมลพิษทางน้ำ
การเจริญของชุมชนเมืองและการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยขาดการบริหารจัดการที่ดีด้านน้ำเสียที่เกิดขึ้น ส่งผลให้คุณภาพน้ำในคูคลอง และแม่น้ำสายต่างๆ ที่รองรับน้ำทิ้งจากชุมชนเมืองและโรงงานอุตสาหกรรม  มีความเสื่อมโทรม และมีคุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่จะนำไปใช้เพื่อการอุปโภค, บริโภค และการอุตสาหกรรม 
 ด้วยเหตุนี้การจะคืนคลองสวย คืนน้ำใส ให้ชุมชนจะต้องแก้ที่ต้นสายและรักษาปลายเหตุ  เป็นการคืนสภาพน้ำในคู คลองให้ใสสะอาดอย่างยั่งยืน
การแก้ที่ต้นเหตุ คือ ภาครัฐต้องเอาจริงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายต่อโรงงานอุตสาหกรรมเรื่องการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยทิ้ง และการรณรงค์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลอง ไม่ทิ้งของเสียและขยะจากครัวเรือนลงในคลองก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน
             รักษาที่ปลายเหตุ หมายถึง การบำบัดน้ำเสียที่มาจากภาคครัวเรือนต่างๆ โดยการเพิ่มปริมาณโรงบำบัดน้ำเสียให้สามารถรองรับน้ำเสียได้ครบทุกอำเภอโดยในเฉพาะในกทม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสีย และการแก้ไขน้ำในคลองที่เน่าเสีย อันได้แก่
          ๑). เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ  เป็นการใช้ผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชที่ต้องการกำจัดอยู่แล้ว มาทำหน้าที่ดูดซับความสกปรก รวมทั้งสารพิษจากน้ำเน่าเสีย
๒). เติมอากาศชีวภาพบำบัด  ใช้เครื่องจักรกลเติมอากาศเพิ่มออกซิเจนละลายน้ำ ซึ่งใช้ออกซิเจนตามธรรมชาติจากพืชน้ำ และสาหร่าย
๓) . การผสมผสานระหว่างพืชน้ำกับระบบเติมอากาศ   สร้างบ่อดักสารแขวนลอย ปลูกต้นกกอียิปต์ เพื่อใช้ดับกลิ่นและปลูกต้นผักตบชวาเพื่อดูดสิ่ง สกปรกและโลหะหนัก ต่อจากนั้นใช้กังหันน้ำและแผงท่อเติมอากาศให้กับน้ำเสียตามความเหมาะสม ตลอดจนให้ตกตะกอนก่อน ปล่อยลงแหล่งน้ำ
๔). หลักธรรมชาติ บำบัด มี 4 ระบบ คือ ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ระบบบ่อชีวภาพ ระบบหญ้ากรอง และระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้ป่าชายเลน
๕). การเติมอากาศ โดยใช้กังหันน้ำชัยพัฒนา  มีใบพัดเคลื่อนน้ำและซองรับน้ำไปสาดกระจายเป็นฝอย เพื่อให้สัมผัสอากาศได้อย่างทั่วถึง เป็นผลให้ออกซิเจนในอากาศสามารถรวมละลายเข้าไปในน้ำได้อย่างรวดเร็ว
 ประเด็นที่สามารถทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว 
          ควรให้ภาคประชาสังคมทราบถึงผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากปัญหาน้ำเน่าเสีย
1. ผลกระทบต่อการเกษตรกรรม
1.1 การกสิกรรม  น้ำเสียที่เกิดจากการปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำโดยปราศจากการกำจัด ทำให้แหล่งน้ำมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชและใช้เลี้ยงสัตว์
1.2 การประมง  ทำให้สัตว์น้ำต่างๆ ค่อยๆ ลดจำนวนลง เนื่องจากไม่สามารถดำรงชีวิตและแพร่พันธุ์ได้ตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อการประมงยิ่งขึ้น นอกจากนี้สารพิษที่สะสมยังทำให้สัตว์น้ำมีคุณภาพไม่เหมาะสมต่อการบริโภคอีกด้วย
2. ผลกระทบต่อการสาธารณสุข
ทำให้เกิดโรคร้ายแรง ทำลายสุขภาพของประชาชน ทั้งโดยตรงและทางอ้อม เช่น โรคมินามาตะ (Minamata) เกิดจากากรรับประทานปลาที่สารปรอทสูง ผู้ป่วยมีอาการเกี่ยวกับประสาท มือเท้า ขา ถ้าเป็นมากๆ อาจถึงทุพพลภาพและตายได้ โรคอีไตอีไต (Itati-Ttai) เกิดจากการที่ประชาชนใช้น้ำที่มีแคสเมี่ยมในการบริโภคและการเกษตร โรคระบาดหลายชนิด เช่น อหิวาต์ ไข้ไทฟอยด์ โรคบิด เกิดจากน้ำสกปรก เป็นพาหะนอกจากนี้ แม่น้ำลำคลองเน่าเสียยังส่งกลิ่นเหม็น ก่อให้เกิดความเดือนร้อนรำคาญ เป็นการบั่นทอนสุขภาพของผู้อาศัยอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง และผู้สัญจร
๓. ผลกระทบต่อการผลิตน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค
น้ำเสียกระทบกระเทือนต่อการผลิตน้ำใช้อย่างยิ่ง แหล่งน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาส่วนใหญ่ ได้แก่ ลำคลอง เมื่อแหล่งน้ำเหล่านี้เกิดเน่าเสีย คุณภาพน้ำลดลง ทำให้ค่าใช้จ่ายในขบวนการผลิตเพื่อให้ได้น้ำที่มีคุณภาพเข้าเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อแหล่งน้ำเสียเพิ่มขึ้น การเลือกแหล่น้ำเพื่อการประปาก็ยิ่งมาก และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วย
ถึงเวลาแล้ว...ที่ทุกคน ทุกส่วน ทุกหน่วยงาน ทั้งภาคชุมชน ภาคเอกชน และภาครัฐ..ต้องตระหนัก
รู้ถึงผลเสียหาย  ต้องปลุกจิตสำนึกให้คนรับรู้  ต้องมีมาตรการบังคับ ลงโทษ อย่างหนักเพื่อรักษาแหล่งน้ำ คู คลอง  ไม่ให้ถูกทำร้ายมากกว่าทุกวันนี้

การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสว่า "ถ้าจะปลูกต้นไม้ต้องปลูกต้นไม้ในใจคนให้ได้" 
การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกป่า  หมายถึง  การอนุรักษ์ป่าไม้โดยอาศัยระบบวงจรป่าไม้และการทดแทนตามธรรมชาติด้วยการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้  และควบคุมไม่ให้มีคนเข้าไปตัดไม้หรือเหยียบย่ำต้นไม้เล็กๆ เพื่อที่ว่าเมื่อทิ้งช่วงระยะหนึ่ง พืช ลูกไม้ พรรณไม้ต่างๆ จะค่อยๆเจริญเติบโต และขยายพันธุ์ฟื้นตัวขึ้นได้ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกนี้  เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด  แต่กลับให้ผมที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล
การปลูกป่าในใจคน  หมายถึง   การปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดินน้ำลมไฟที่อยู่รอบตัวเรา  โดยเริ่มจากการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเพื่อให้ได้รับรู้ถึงประโยชน์ของป่าและการอยู่ร่วมกับป่าอย่างพึ่งพาอาศัยกัน  และส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกป่าจนกระทั่งสามารถจัดตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ป่า  ช่วยกันดูแรรักษาป่า  สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น  ป้องกันการตัดไม้ทำลายปาและการเกิดไฟป่า  คลอดจนรู้จักนำพืชป่ามาบริโภคอย่างเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น
ลุงสอน กล้าศึก (คนบ้าปลูกป่า) ชาวบ้านโนนเสลา อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เป็นผีบ้าปลูกต้นมากว่า 20 ปี เพราะเชื่อว่า การปลูกต้นไม้คือกุศลที่ยั่งยืน เริ่มต้นในปี 2528  ปู่สอนนำกล้าไม้ท้องถิ่น ไปปลูกในที่สาธารณะของหมู่บ้าน ทั้งในลานวัด, ริมบึงหนองตูม และแม้กระทั่งในป่าช้า ทุกวัน ปู่สอน จะตื่นตั้งแต่ตี 4 ออกไปปลูกและดูแลต้นไม้ ด้วยลมหายใจเข้าออกที่มีแต่ความคิดที่ว่า จะทำงานปลูกต้นไม้ต่อไป เพื่อสร้างผืนป่าให้มากที่สุด จนกว่าชีวิตจะหาไม่ภารกิจเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ แม้จะถูกค่อนขอดต่างๆ นานา ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ เมื่อบ้านโนนเสลา มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่ใจกลางชุมชน เป็นแหล่งอาหารที่อยู่อาศัย สถานที่พักผ่อน ให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จาก ผีบ้าจึงกลายเป็น วีรบุรุษของชาวโนนเสลา และผู้คนทั่วไปที่มาขอคารวะเป็นลูกศิษย์ เพื่อเจริญตามรอยเท้าแห่งความดีงามนี้
นี่เป็นตัวอย่างของคนที่มีจิตสำนึกในการปลูกป่า  โดยที่ป่าได้เติมโตในใจกลางของเขาเสียแล้ว

ขั้นตอนในการดำเนินการสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากร


ขั้นตอนในการดำเนินการสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากร
          ผู้เขียนในฐานะของครูพระ คิดว่า  ต้องปลูกฝังค่านิยมการอนุรักษ์ให้แก่นักเรียนตั้งแต่เด็ก เพราะเด็กจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวรได้ง่ายกว่าในวัยอื่นๆ
ในชั้นประถมศึกษา  สามารถเข้าใจการอนุรักษ์ในเรื่องที่เป็นรูปธรรมได้แล้ว  จึงต้องนำภาพหรือสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ มาให้นักเรียนดูถึงผลที่เกิดจากการไม่ประหยัดพลังงาน  การตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น หากิจกรรมให้นักเรียนทำ เช่น การปลูกต้นไม้ขนาดย่อม  เพื่อสร้างความหวงแหน  การรณรงค์ให้นักเรียนประหยัดพลังงานไฟฟ้า  ด้วยวิธีต่างๆ
ในชั้นมัธยมต้น  สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล  ดังนั้น จะให้นักเรียนทราบถึงกระบวนการทั้งหมดของไฟฟ้า  ด้วยการตั้งคำถาม  ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทรัพยากรธรรมชาติชนิดใดบ้างที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้? ผลกระทบจากการใช้ไฟฟ้าสิ้นเปลือง?  แล้วให้เด็กค้นหาเหตุผลด้วยการศึกษาผ่านกระบวนกรต่างๆ
ในชั้นมัธยมปลาย  เด็กจะมีแนวคิดมีเหตุผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น  ในชั้นนี้จะให้นักเรียนให้รู้จักและตระหนักถึงมหันตภัยอันเกิดจากธรรมชาติ  ด้วยการชี้แจงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์  หลังจากนั้นนำหลัก 1A3R มาเป็นแนวทางการในการอนุรักษ์  ดังนี้
A  (AVOID)  การหลีกเลี่ยงหรืองดการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย  เช่นการงดใช้วัสดุ สิ้นเปลือง  หรือสิ่งของที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งอย่างกล่องโฟมบรรจุอาหาร  หลีกเลี่ยงสิ่งของเครื่องใช้ที่มี สาร CFC. ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ทางเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง น้ำหอมชนิดสเปรย์และอื่นๆ 
          R  (REDUCE)  การลดปริมาณการใช้วัสดุสิ่งของต่างๆ  ที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นตัวผลิต ให้น้อยลง เช่นไฟฟ้า  เพราะหากมีการใช้มากก็ต้องมีการผลิตมาก เมื่อผลิตมากก็ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติมากตามไปด้วย ถ้าหากเราลดปริมาณการใช้ให้น้อยลงได้ก็ย่อมลดปริมาณการใช้ทรัพยากรในการผลิตให้น้อยลงเช่นกัน 
 R  (REUSE)   การนำเอาวัสดุสิ่งของที่เป็นของเก่ามาใช้ซ้ำรวมทั้งไม่ใช้หรือไม่สนับสนุน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวแล้วต้องทิ้ง  เช่นการใช้ผ้าเช็ดหน้าแทนการใช้กระดาษทิชชู  เมื่อมีการใช้ทิชชูมากขยะก็มาก ต้องมีการกำจัดด้วยการเผา  สิ่งแวดล้อมก็ถูกทำลาย
R (RECYCLE)  คือการแปรรูปหรือแปรสภาพสิ่งของที่ใช้ไม่ได้แล้วและจำเป็นจะต้องทิ้ง  ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้  เช่น กระป๋องบรรจุน้ำอัดลม  ซึ่งในโรงเรียนส่วนใหญ่จะมีขยะประเภทนี้อยู่มากต้องจัดการด้วยการแยกขยะ  นอกจากจะมีรายได้จากการจำหน่ายขยะเหล่านั้นยังจะมีส่วนช่วยให้เกิดการแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่  

ในการดำเนินการสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์นั้น  ผู้เขียนไม่ได้มองที่การสอนในระดับใดระดับหนึ่ง แต่ต้องสอนตั้งแต่ต้น เมื่อเด็กเริ่มตระหนักรู้ถึงกระบวนการต่างๆ รวมทั้งผลกระทบอันเกิดจากการพัฒนาและอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว  พวกเขาเหล่านั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยตัวเอง  ด้วยการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตระหนักรู้ถึงคุณและโทษของการรักษาและทำลายสิ่งแวดล้อม  ดังนี้แล้ว  ห้องเรียนสีเขียว ก็จะถูกบ่มเพาะด้วยเยาวชนของชาติอย่างอัตโนมัติ