สภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายไปนั้น
เกิดขึ้นกับปัจจัย ๓ ประการ ดังนี้ “การอุตสาหกรรม การเกษตร
มนุษย์” ทั้งสามประการนี้ ผู้เขียนเห็นว่า มนุษย์
เป็นสาเหตุหลักของทั้งหมด
เนื่องจากมนุษย์เป็นต้นเหตุของกระบวนการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในโลกนี้
เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงกระบวนการทำลาย ถึงแม้ว่าในระบบอุตสาหกรรมและการเกษตร จะเป็นตัวเร่งให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมและก๊าซมีเทนจากแหล่งเกษตรกรรม
เช่น จากนาข้าว เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตาม
ทั้งภาพอุตสาหกรรมและภาคเกษตร
มนุษย์ก็เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทั้งสองภาคส่วนดำเนินไปด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นมนุษย์เองจึงเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมีสาเหตุจากการเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว
ทำให้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้สนองความต้องการในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ
ซึ่งบางครั้งเกินความจำเป็น จนทำให้ระบบนิเวศต่าง ๆ เสียสมดุล
ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างเสื่อมโทรม ร่อยหรอหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถเอื้อประโยชน์ได้เช่นเดิม
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการ
รวมไปถึงการควบคุมขนาดประชากรโลกให้มีความเหมาะสมกับทรัพยากรของโลก ด้วยวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนี้
1.การให้การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยเน้นให้ประชาชน
ได้รู้จักธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมนุษย์อย่างแท้จริง โดยให้มีการศึกษาถึง นิเวศวิทยา
และความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีความรู้จริง
ในการดำรงชีวิต ให้ผสมกลมกลืน กับธรรมชาติที่อยู่โดยรอบ ได้มุ่งสอน
โดยยึดหลักศาสนา โดยสอนให้คนมีชีวิต ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ทำลายชีวิตอื่น
ๆ ที่อยู่ในธรรมชาติด้วยกัน ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ อย่างสิ้นเปลืองน้อยที่สุด
ทำให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ ที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการ ของสังคมและประเทศชาติ
ในการพัฒนา
2.
การสร้างจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เป็นการทำให้บุคคลเห็นคุณค่าและตระหนักในสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ
รวมทั้งผลกระทบจากการทำกิจกรรมที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความรู้สึก
รับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ระหว่างสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาการสร้างจิตสำนึก
โดยการให้การศึกษา เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาจิตใจของบุคคล
และยังมีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล
ให้มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ
3.
การส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยให้เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมดำรงชีวิต
โดยสอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดตามมา
จากการให้การศึกษา และการสร้างจิตสำนึก ทำให้มีการดำรงชีวิต
โดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติ
๔. การบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด ได้แก่ มาตรการกันไว้ดีกว่าแก้ การมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม
และมาตรการใครทำคนนั้นจ่าย ล้วนเป็นลักษณะหนึ่งของกฎหมายสิ่งแวดล้อม เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535
พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น