บ้าน วัด โรงเรียน
เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่เมื่อมองอย่างบูรณาการแล้ว ผู้เขียนวิเคราะห์แล้วว่า ทั้งสามภาคส่วนนั้นมีการพัฒนาร่วมกันจริง แต่ต้องมีแกนกลางในการพัฒนา นั่นก็คือ
วัด
พระสงฆ์ถือว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน
รวมทั้งเป็นผู้นำที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือดังนั้น การพัฒนาเรื่องใด ๆ
ในชุมชนจึงมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการตัดสินใจและจัดการโดยชาวบ้านเป็นผู้ปฏิบัติตาม
หากไม่มีพระสงฆ์ผู้นำ การพัฒนาก็ล้มเลิกไป เช่น วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี
และวัดป่าดงชมพูพาน จังหวัดสกลนคร ที่ผู้นำมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
การวางแผนตลอดจนการดำเนินการแบบเบ็ดเสร็จ
การมีส่วนร่วมของครอบครัว
โรงเรียน และพระสงฆ์ เป็นตัวแบบที่กลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาส่วนใหญ่นิยมใช้ ลำพังจริยธรรมและจิตวิญญาณในการอนุรักษ์อาจจะไม่เพียงพอต่อการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
จำเป็นต้องใช้ทักษะของผู้นำตลอดจนข้อมูลข่าวสารเพื่อวางกลยุทธ์ในการจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะผู้เขียนเชื่อว่าการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกันโดยนำเอาจิตวิญญาณที่สร้างสรรค์มาถักทอเชื่อมโยงกัน
แล้วขยายออกไปเป็นวงกว้างเพื่อให้สังคมเกิดการพัฒนาไปในทางที่ดี ดังนั้นผู้เขียนจึงขอเสนอแนวคิดวิธีการในการให้ทั้งสามภาคส่วน เรียกโดยรวมว่า ชุมชน ไว้ดังนี้
การปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมของพระสงฆ์เอง
ก็ได้แทรกหลักธรรมเข้าไปในการจาริกเพื่อให้ผู้ที่ร่วมในการจาริกเข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจชีวิตและความเป็นจริงของการอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ
มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ เกิดความตระหนักหวงแหนและรักธรรมชาติ เช่น
โครงการธรรมยาตราลุ่มน้ำโขง ธรรมยาตราทะเลสาบสงขลา เป็นต้น
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบธรรมชาติ
มีลักษณะที่สำคัญคือเน้นการพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองให้กลมกลืนกับธรรมชาติโดยให้พระสงฆ์คอยแนะนำ
เช่น มองเห็นความงดงาม น่ารื่นรมย์ มองเห็นคุณค่าของธรรมชาติ
ความหลากหลายทางธรรมชาติต่อการพัฒนาจิต เกิดจิตวิเวก สงบ พัฒนาไปสู่ปัญญา โดยการปล่อยให้ธรรมชาติปรับตัวไปตามกฎธรรมชาติหรือตามระบบนิเวศ
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นแนวคิดที่พัฒนาจิตตนเองโน้มน้าวไปสู่ธรรมชาติแต่ไม่แทรกแซงธรรมชาติให้มาสู่จิต
แนวคิดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงนำมาใช้เช่นเดียวกัน ทรงเรียกว่า “การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก”
คือการเลือกสถานที่เหมาะสมแล้วทิ้งป่าไว้ ไม่รังแกป่าหรือตอแยต้นไม้
เพียงแต่คอยคุ้มครองให้ขึ้นเองเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น วัดป่าพรหมประทาน
จังหวัดร้อยเอ็ดได้นำมาประยุกต์ใช้จนได้รับประกาศให้พื้นที่วัดเป็นป่าชุมชน
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ถึงปัจจุบัน
โดยที่ชาวบ้านให้ความร่วมมือในการดูแลและจัดการป่าไม้ในบริเวณวัดอย่างดี
มีการร่วมมือระหว่างโรงเรียน บ้านและวัดอย่างเหนียวแน่น
การปฏิบัติแบบธรรมยาตรา
เป็นการเดินทางด้วยธรรมะ เพื่อให้เข้าใจสภาวธรรม สภาพธรรมชาติ
และสภาพที่เป็นอยู่จริงของทรัพยากรธรรมชาติและเข้าใจกระบวนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน
มองเห็นปัญหา ความขัดแย้งผลประโยชน์ ด้วยการสัมผัสและสังเกตการณ์
และนำมาแสวงหาแนวทางแก้ไขอย่างลุ่มลึก
ตัวแบบนี้มีการประยุกต์ใช้กับวัดป่าสุคะโตจังหวัดชัยภูมิ
ดังจะเห็นว่า
การที่พระสงฆ์ได้มีบทบาทในการเป็นผู้นำของทั้งบ้าน และโรงเรียนแล้ว
ทั้งสามภาคส่วนก็สามารถสอดรับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น