หน้าเว็บ

“คนเดียวที่ฉันต้องการ” โดย ขุนเขา เขจรบุตร


วิเคราะห์บทความจากเรื่อง 
“คนเดียวที่ฉันต้องการ”
เครดิต: ขุนเขา เขจรบุตร นิตยสาร Secret 25/2/55
     
    ความรู้สึกกับเรื่องที่อ่าน  เมื่อพิจารณาจากเรื่องดังกล่าวแล้วพบว่า  อาชญากรหรือฆาตกร  มักมีที่มาที่ไป  ดังที่ท่านบอกว่า  “น้ำทุกหยดล้วนมีต้นน้ำ  คนทุกคนล้วนมีที่มา”  อาชญากรหรือฆาตกรก็เช่นเดียวกัน  มักมีจุดเริ่มต้นจากปัญหาครอบครัวเป็นสำคัญ  ดังที่ปรากฏอยู่ในเนื้อความ  ก็พบว่า  เกิดจากพ่อแม่หย่าร้างและถูกคนใกล้ตัวกลั่นแกล้งทั้งพ่อแม่และเพื่อน  เป็นต้น  อีกทั้งบางพวกก็เสมือนว่าจะแบกทุกข์เอาไว้เพียงลำพัง  คิดว่า  โลกใบนี้ช่างโหดร้ายกับเขา  คิดว่า  โลกนี้ไม่เคยไยดีเขา  คนลักษณะนี้เมื่อมีทุกข์แล้วไม่รู้จักปล่อยวางจากความทุกข์  เปรียบเหมือนคนที่เอาความทุกข์มารีไซเคิลใหม่  ทุกข์แล้วก็ทุกข์อีกทุกข์ซ้ำซาก  และนี่เองก็เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ก่อเกิดอาชญากร  สรุปง่ายๆ ว่า  เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจกับชะตาชีวิตของตน  
หากถามว่า  คนที่มีปัญหาครอบครัวต้องเป็นเช่นนั้นหรือไม่  คำตอบคือ  ไม่  เพราะไม่มีใครในโลกที่ไม่ประสบกับปัญหาหรือความทุกข์  แต่คนที่หลุดพ้นจากปัญหาแล้วมองปัญหาหรือความทุกข์เป็นเครื่องมือที่ทำให้เขาเข้มแข็งพร้อมที่ก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวงเพื่อให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาที่ใหญ่กว่าที่ยังคงรอคอยอยู่ในอนาคต  เมื่อเราผิดหวังอย่างรุนแรงเรามักจะมองว่า  “ชีวิตนี้เราไม่เหลือใครอีกแล้ว”  แต่เรามักจะลืมไปว่า  คนที่เขารักเราและทุ่มเทให้กับเรานั้นยังคงอยู่ที่เดิม  ไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน อาจจะเป็นพ่อแม่  ปู่ย่า ตายาย เพื่อนสนิท  หรือบุคคลที่รักเรา  แม้กระทั่งเจ้านาย   หากแต่เปิดใจให้กว้างแล้วมองอย่างชาญฉลาดเราก็พบเองว่า  เขาเหล่านั้นยังคงเคียงข้างเราเสมอแม้เราจะไม่เห็นความสำคัญของเขาในบางทีก็ตาม 
จงอย่าถามว่า  “เราอยู่เพื่ออะไร”  แต่จงถามตัวเองว่า  “เราอยู่เพื่อใคร”  ต่างหาก    คนที่เกิดความทุกข์ถึงขีดสุดแล้วคิดว่า  ปัญหาดังกล่าวมันไม่มีทางออกมันมืดแปดด้านจนทำให้คิดอยากฆ่าตัวตาย  หากเรามองไปที่ปัญหาดีดีแล้ว  ที่บอกว่ามืดแปดด้านนั้น  จริงๆ แล้วประตูทางเข้าที่เราเข้ามานั่นแหละกำลังรอให้เราเปิดมันออกมาเพื่อไปพบกับแสงสว่าง  ถ้ามองให้ดี  แสงสว่างมันเล็ดลอดผ่านช่องกลอนประตูมาเสมอ  เพียงแค่เราตั้งใจมองหาทางออกให้ดี  ปัญหาหรือความทุกข์ของคนเราก็เหมือนกัน  ถ้าพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็จะพบกับทางแก้ด้วยเหมือนกัน 
เพราะฉะนั้น  การมีคนใกล้ตัวที่คอยแนะนำพร่ำสอนคอยชี้แนะบอกทางสว่างให้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ  กล่าวคือ  การมีกัลยาณมิตรไว้ใกล้ตัว  ที่สำคัญต้องหลีกห่างจากบาปมิตร  เพราะมิตรประเภทนี้จะพาเราฉิบหาย  เหมือนกับการนำฟืนไปเพิ่มแรงไฟ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  กัลยาณมิตร  ก็ไม่ควรที่จะเป็นเสมือนสมองของเขา  เพราะต้องให้โอกาสเขาได้คิดเองทำเองบ้าง  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้  เหมือนกับว่า  การให้ปลาเขากินหนึ่งมื้อ  กับการสอนให้เขาหาปลาเอง 
อย่างไรก็ตาม  กัลยาณมิตรเองก็ควรมอบวิธีคิดมากกว่าที่จะเป็นคนคิดให้  เพราะกัลยาณมิตรก็มีการเกิดแก่เจ็บตาย เช่นเดียวกัน  อีกทั้งกัลยาณมิตรมิได้อยู่กับเราตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน  ดังนั้น  เราจะต้องศึกษาวิเคราะห์ถึงคุณค่าแท้คุณค่าเทียม  ประโยชน์มิใช่ประโยชน์  บาปบุญคุณโทษ  ด้วยตัวของเราเอง  เพื่อให้ตัวเราเองได้ดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข

ความเกี่ยวข้องกับวิชา  สังคมวิทยาศาสนาสำหรับครู  เรื่องดังกล่าวนี้  สามารถมองได้  ๒ มิติ
มิติที่  ๑  มุมมองด้านสังคม  กล่าวคือ  สังคมทุกหน่วยไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ย่อมมีความหลากหลายทางความคิด  การดำเนินชีวิต  ศิลปวัฒนธรรม  ความเชื่อ  เป็นต้น  ดังนั้น  ในแง่มุมของสังคมปัญหาต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกวิถีแห่งการดำเนินชีวิต  เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม  เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องมีการเชื่อมโยงกัน  มีปฏิสัมพันธ์กัน  มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตเพียงลำพังในสังคมโลกได้  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อได้ศึกษาเรื่องนี้แล้ว  ได้พบปัญหาสังคมประการหนึ่งคือ  ปัญหาครอบครัว  ทั้งการหย่าร้าง  การถูกทารุณจากบุพการี   การโดนเพื่อนแกล้ง  เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมโดยรวม   เมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งในสังคมมีความทุกข์หรือมีปัญหาบางอย่าง  เมื่อปัญหานั้นไม่ได้ถูกบำบัดหรือบรรเทาหรือได้รับการแก้ไข  เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบโดยรวมต่อสังคม  จนบางครั้งคนที่ประสบปัญหาเล็กๆ บานปลายจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติได้  ส่งผลให้เกิดอาชญากรหรือฆาตกรขึ้นได้  ซึ่งเมื่อผู้เขียนประมวลแล้ว  ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ เกิดขึ้นมาก็เพราะเกิดจากปัญหาสังคมที่ชื่อหน่วยว่า  “ครอบครัว”
ทั้งนี้ทั้งนั้น  ปัญหาสังคมย่อมมีทางออกเสมอ  กล่าวคือ  การได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน  นอกจากนั้นแล้ว  ความอบอุ่นที่ได้รับต้องประกอบด้วยความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีแนะนำพร่ำบอกพร้อมทั้งชี้ทางสว่างให้  แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะให้หากัลยาณมิตรนั้นยากเหลือเกิน  อันเกิดจากสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันจนหลายต่อหลายคนละทิ้งความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง  เห็นแก่ตัวมากขึ้น  ฉะนั้น  ต้องพยายามให้ธรรมะเข้ามามีบทบาทกับตัวเราให้มากที่สุด เพราะธรรมะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สอดรับกับสังคมได้อย่างลงตัว
มิติที่  ๒  มุมมองด้านศาสนา  พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนสำคัญประการหนึ่งในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา  นั่นก็คือ  อริยสัจ  ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ  ๔  ประการ  ได้แก่  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  ทั้งสี่ประการนี้เป็นเครื่องมือในการออกจากทุกข์และแก้ไขปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์  ถ้านำกรณีปัญหาอาชญากรมาวิเคราะห์  ทุกข์  คือ  ปัญหาอาชญากร การฆ่ากันตาย เป็นต้น  สมุทัย เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์  คือ  ปัญหาครอบครัว  มรรค  กลวิธีในการออกจากทุกข์  คือ  การกระทำชอบ  เป็นต้น  นิโรธ  คือ ความดับทุกข์  ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการดับทุกข์ที่พระพุทธองค์ได้วางรากฐานให้เราออกจากทุกข์ได้
ในมงคล  ๓๘  ประการ  ข้อที่หนึ่งคือ  การไม่คบคนพาล  ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะก่อเกิดจากการที่เขาเหล่านั้นคบคนชั่วเป็นมิตร  เพียงเพราะการเลือกคบคนผิดก็อาจจะเป็นผลให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ผิดได้เช่นกัน 
พระบาลีว่า  อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ  แปลความว่า  ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน  ถึงแม้ว่าเราจะมีกัลยาณมิตรที่ดี  ก็ใช่ว่ากัลยาณมิตรหรือมิตรแท้นั้นจะอยู่กับเราและช่วยเหลือเราได้ตลอด  ทางที่ดีการพึ่งตนเอง  โดยการนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาร้อยเรียงในจิตใจจนเกิดสัมมาปฏิบัติได้แล้วนั้น  เขาผู้นั้นก็จะพบความความสงบ  ดังพระบาลีว่า  นตฺถิ  สนฺติ  ปรํ  สุขํ  สุขใดเสมอเหมือนความสงบไม่มี   ความสงบในที่นี้ก็คือ  ความสงบใจที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น  สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้  ถึงแม้ปัญหาจะถาโถมเข้ามามากเพียงใดก็ตาม  หากเรายังยึดหลักธัมมาธิปไตย  คือการเอาธรรมเป็นใหญ่  เชื่อว่า  ทุกอย่างจะถูกกระบวนการของความถูกต้องจัดสรรให้พบกับความสงบได้เอง
สามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ได้  ดังนี้
          ประการแรก  การนำกรอบความคิดของคุณวิกรม  กรมดิษฐ์และคุณโอปราห์  วินฟรีย์  ที่ถึงแม้ว่าเขาทั้งสองจะประสบกับปัญหามาตั้งแต่ยังเด็ก (ถูกพ่อทำร้าย,โดนข่มขืน) แต่ทั้งสองก็มีชีวิตในบั้นปลายที่ประสบความสำเร็จระดับโลก  เพราะทั้งสองนึกถึงคนที่รักพวกเขาในยามที่เขามีความทุกข์ก็จะมีคนๆหนึ่งที่เคียงข้าง  คอยให้กำลังใจในยามเดือดเนื้อร้อนใจ  อีกทั้ง  ทั้งสองยังเก็บแรงกดดันที่เกิดขึ้นในวัยเด็กมาเป็นแรงขับเคลื่อนให้ข้ามผ่านอุปสรรคนานัปการได้อย่างไม่สะทกสะท้านเลยทีเดียว
          ประการที่สอง  ต้องพยายามเผชิญหน้ากับปัญหาแล้วแก้ไขให้ถูกวิธี
          ประการที่สาม  เห็นความสำคัญของการกระทำว่า  เราจะต้องทำเพื่อใคร  มากกว่าที่จะทำเพื่ออะไร
กล่าวคือ  เห็นความสำคัญของบุพการีและผู้มีอุปการคุณกับเรามากขึ้น 
          ประการที่สี่  ต้องคบหาสมาคมกับมิตรแท้เท่านั้น  ถึงแม้ว่าจะพบเจอกับบาปมิตรบ้าง  ก็มองแค่ว่า  เราจะไม่ทำแบบเขา
          ประการที่ห้า  ธรรมะเป็นที่พึ่งที่สำคัญที่แท้จริงของมนุษย์  มิใช่ตัวบุคคล  มิใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์  แต่เป็นสภาวธรรมที่เราต้องเรียนรู้เพื่อให้อยู่รอดได้ในสังคม

สังคมวิทยาศาสนาสำหรับครู ในการแก้ปัญหาต่างๆ


จากการศึกษาวิชา  สังคมวิทยาศาสนาสำหรับครู  
ผู้เขียนมีแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม  ดังต่อไปนี้

การที่จะแก้ปัญหาสังคมปัจจุบันได้เราจะต้องรู้ต้นตอของปัญหา  ว่าแต่ละปัญหาที่เกิดนั้น  มีเหตุเกิดจากอะไร  แล้วเราจะแก้ได้ด้วยวิธีใด  แต่ในที่นี้ผู้เขียนมีความคิดความเห็นว่า  หลักธรรมที่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้บนโลกใบนี้อันมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์นั้น มีอยู่หลักธรรมหนึ่งที่เหมาะสมกับทุกเรื่องราวและสภาวการณ์  เหมาะที่จะนำไปเผยแผ่แก่คนทั้งโลก  สามารถพิสูจน์ทดลองตามหลักวิทยาศาสตร์ได้  ยิ่งกว่านั้นสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงในสังคมได้  หลักธรรมที่ว่านี้ก็คือ  กตัญญูกตเวทีเป็นต้น
ความกตัญญูกตเวที  หมายถึง   ภาวะตื่นรู้ถึงคุณค่าของบุคคลหรือสิ่งที่เคยให้คุณกับเรา  พร้อมทั้งหาโอกาสตอบแทนท่านอย่างสมเหตุสมผล (One who is grateful and repays the done favor; grateful person)

การนำหลักธรรมมาใช้
          คนในสังคมปัจจุบันยังมีความเข้าใจความหมายหรือขอบเขตของความกตัญญูกตเวที  คลาดเคลื่อนเปลี่ยนไป  โดยมุ่งเน้นที่การตอบแทนบุญคุณกับคนที่ทำอุปการะต่อตน    แต่ไม่ได้เข้าใจในความหมายของความกตัญญูกตเวทีในทัศนะของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  จึงมีหลายคนหลงทำทุจริตผิดศีลธรรมเพื่อตอบแทนคุณ  เช่น  ทำอาชีพทุจริตเพื่อตอบแทนบิดามารดาโดยอ้างว่าเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที  ประชาชนลงคะแนนเสียงให้กับนักการเมืองเพื่อเป็นการทดแทนคุณที่รับเงินมา  เป็นต้น
ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาไตร่ตรองด้วยว่า  เราจะนำหลักธรรมนี้มาใช้อย่างไรให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม  มีเหตุมีผล  โดยที่ตนเองและผู้อื่นไม่เดือดร้อนกับการกระทำของตน
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า  หลักธรรมที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาของโลกได้นั้นตามทัศนะของผู้เขียน  ก็คือ  กตัญญูกตเวที  กล่าวคือ  นำหลักธรรมนี้ไปจับปัญหาต่างๆ  อุปมาเหมือน  ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์  ก็ต้องจับโจรผู้ร้ายที่ก่อความเดือดร้อนให้กับคนอื่น  ความกตัญญูกตเวทีก็เช่นเดียวกัน  เราก็นำมาจับปัญหาเหล่านี้ได้เหมือนกัน

ความกตัญญูกตเวทีต่อสถาบัน  
สิ่งแรกที่ผู้เขียนนึกถึงในเรื่องนี้ก็คือ  สถาบันทั้งสาม  อันได้แก่  ชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์  ที่เปรียบเสมือนเป็นเสาหลักของสังคมไทย  เป็นสถาบันที่ควรค่าแก่การรักษาและตอบแทนอย่างถึงที่สุด    อีกสถาบันหนึ่งก็คือ  สถาบันครอบครัว  ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมที่เล็กที่สุดแต่มีความสำคัญที่สุดต่อสังคมไทย
ด้านสถาบันชาติ  เช่น  การไร้จริยธรรมของนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น นำเงินภาษีที่เรียกเก็บจากราษฎรผู้ที่ทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริตด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายไปใช้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย  ส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่ก้าวหน้า  สวัสดิการของประชาชนต้องเดือดร้อน ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเราสามารถปลูกฝังคุณธรรมข้อนี้ให้เขาทั้งหลายได้มีจิตสำนึกถึงสถาบันชาติ  ซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมของคนทั้งประเทศ  เขาเหล่านั้นก็คงไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นแน่  สำหรับบุคคลที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงแสดงว่าขาดความสำนึกถึงพระคุณของสถาบันชาติ 
ด้านสถาบันศาสนา  ประเทศไทยมีวัดแทบทั่วทุกตำบลทุกหมู่บ้าน แต่น่าแปลกที่ว่าคนขาดศีลธรรมกันมาก  ถ้ามองให้ลึกลงไปเราจะพบว่าสังคมไทยเรานั้นมีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานทั้งทางประเพณีและวัฒนธรรม  สังคมเราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ก็เพราะพระพุทธศาสนา  แต่เรากลับหลงลืมคุณค่าของพระพุทธศาสนา  ลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับอบายมุข  ถ้าเรารู้จักที่จะตอบแทนคุณพระศาสนา  เราก็สามารถทำได้ง่ายเพียงแค่  ประพฤติตนให้เป็นคนดีตามหลักศาสนา  แค่นี้คุณก็ได้ชื่อว่า  กตัญญูกตเวทีต่อพระศาสนาแล้ว 
ด้านสถาบันพระมหากษัตริย์  เรื่องหนึ่งที่ทั่วโลกต่างยอมรับในด้านสถาบันกษัตริย์ของไทยก็คือ  ความรักที่ชาวไทยมีให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างหาที่สุดมิได้เป็นความรักที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยคำพูด  ถ้ามองในอีกด้านหนึ่ง  ความรักที่เรามีให้แก่พระองค์ท่านนั้น เป็นความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบเสียที่เดียว  เพราะเหตุที่ว่า  เราต่างก็ไม่ดำเนินชีวิตตามวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านได้วางรากฐานมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๔ โดยการทำให้ดู แล้วก็อยู่ให้เห็น  เราต่างก็บอกว่ารักท่านๆ แต่เรากลับหาได้เดินตามรายเท้าที่พระองค์ท่านเดินไม่  นี่หรือที่เรียกว่า ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อย่างหาที่สุดมิได้  ดังนั้นถ้าเรารักและเคารพในหลวงของเรา  เราก็ต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่านด้วยการดำเนินชีวิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียงดังที่พระองค์ท่านได้แนะนำไว้          
          มารดาบิดา  ซึ่งเป็นผู้นำชีวิตเราสู่โลกกว้างได้อย่างสมบูรณ์  เติมเต็มในสิ่งที่บุคคลอื่นไม่สามารถทำแทนให้ได้  แต่เรากลับพบปัญหามากมาย  ทั้งเรื่องที่  ถูกทำร้ายทุบตี   ทอดทิ้งให้ท่านอยู่อย่างลำพัง  ขาดการเหลียวแลจากลูก  ถ้าเราต่างสำนึกในคุณของบิดามารดาที่ให้เลือดให้เนื้อให้ชีวิตแก่เรา  จะไม่มีทางเลยที่บุคคลที่ได้ชื่อว่า  เป็นลูกของตาแก่ยายแก่คนหนึ่ง  ที่ทำให้ท่านน้ำตาตก
ด้านครูบาอาจารย์  ผู้เปิดประตูทางวิญญาณแก่ศิษย์  ซึ่งพบกับปัญหามากมายทั้งภายในและนอกห้องเรียน  บ้างก็เกิดจากตัวครูเอง  บ้างก็เกิดจากศิษย์ แต่ถ้าเกิดจากตัวครูๆย่อมจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างดีอยู่แล้ว  แต่ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดจากนักเรียน กลับทำให้ครูเครียดมากกว่า  เช่น  การไม่ตั้งใจเรียน  เป็นต้น  ถ้าเรากตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์  ไม่มีทางเลยที่เราจะไม่ตั้งใจเรียน ทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อน   แสดงความก้าวร้าวต่อครู   เป็นต้น 
ด้านตนเอง  ทางผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า  “ตัวเอง” จะแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อ  “ตัวเอง”  ได้อย่างไร  กล่าวคือ  การมีสัจจะ ความจริงใจ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง  ไม่ตกเป็นทาสของยาเสพติด  เป็นต้น  อีกอย่างหนึ่งคือ  ปัญหาที่เกิดจากการมีความเห็นต่างของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจนเกิดการปะทะกัน  สำหรับคู่กรณีที่ทะเลาะด้วย  ถ้าเรามองโลกในแง่ดี  ใครเลยจะรู้เล่าว่าเขาอาจจะเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากิน  พนักงานรัฐวิสาหกิจที่บริการสังคม  แม้กระทั่งคนที่ปลูกต้นไม้เพียงต้นเดียวที่ผลิตออกซิเจนให้เราหายใจ  เพียงแต่เรามีสติคอยยับยั้งอารมณ์แล้วเปิดใจให้กว้าง  เราอาจจะพบประตูเล็กๆที่พร้อมจะเปิดสู่ทางออกให้กับเราได้ ด้วยการนึกถึงคุณหรือหน้าที่ที่เขาเหล่านั้นตอบแทนให้กับสังคม  เราก็จะไม่พบปัญหาที่ตามมาได้เลย

ความกตัญญูกตเวทีต่อสิ่งแวดล้อม  
สิ่งแวดล้อมอันได้แก่   อาหาร  ผืนดิน  ผืนน้ำ  ผืนฟ้า  และโลก ที่เราท่านทั้งหลายต่างได้รับคุณประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น  แต่จะมีใครสักกี่คนที่เห็นคุณค่าของมัน มันไม่เคยเรียกร้อง  ไม่เคยคร่ำครวญ  ไม่เคยแม้แต่จะปริปากบ่นพวกมนุษย์ที่เอาแต่เหยียบย่ำ บั่นทอน ทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อม  ถึงแม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามเราก็ได้ชื่อว่า  เป็นผู้ทำลายด้วยกันทั้งสิ้น
ด้านอาหาร  บางท้องถิ่นก็มีเหลือกินเหลือใช้จนกินทิ้งกินขว้าง  บางท้องถิ่นก็ไม่มีกินถึงขนาดที่ว่าเหลือเพียงแต่หนังหุ้มกระดูกจริงๆ  ถ้าคนที่กินทิ้งกินขว้างเหล่านั้นเห็นอกเห็นใจคนที่ขาดแคลนอาหารบ้างหรือนึกถึงบุญคุณชาวนา  ชาวสวน  ที่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารมาบริโภค  ก็จะไม่มีทางเลยที่จะกินทิ้งกินขว้าง 
ด้านผืนดิน  ผืนน้ำ  และผืนฟ้า  เราต่างก็ต้องอาศัยธรรมชาติเหล่านี้ในการดำรงอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น  แต่ในสภาพความเป็นจริง  เราก็ทำร้ายธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น  อาทิ  การปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำ  การปล่อยมลพิษขึ้นสู่อากาศ  การปล่อยขยะสารพิษสู่แผ่นดิน  เป็นต้น  ถ้าเราต่างให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้แล้ว ไม่มีทางเลยที่พวกเราเหล่ามนุษยชาติทั้งหลายจะทำสิ่งเหล่านี้ได้  โลกก็จะไม่แห้งแล้ง  ฤดูกาลก็จะเป็นไปตามวิถีของธรรมชาติๆ ก็คงไม่ทำร้ายเราถ้าเราไม่ทำร้ายมันก่อน

ปัญหาพุทธิภาวะของผู้นำ
จริงอยู่ที่สังคมและประเทศชาติต้องการผู้นำ  แต่ก็ต้องการผู้นำที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีวุฒิภาวะ  นำพาไปในทางที่ชอบธรรม  คอยหาวิธีในการช่วยเหลือสังคม  เสียสละเพื่อส่วนร่วม  ในทางตรงกันข้าม  ถ้าผู้นำขาดความชอบธรรม  ไร้ซึ่งวุฒิภาวะ  นำพาไปในทางเสื่อม  ผู้ตามก็จะตกกระไดพลอยโจนไปด้วย  เนื่องจากต้องตกอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกข้าง  บทบาทของผู้นำจึงเป็นบทบาทสำคัญที่สังคมไทยต้องการ  หลักทศพิธราชธรรม (การบริหารบ้านเมือง) และหลักธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE) จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างกว้างขวาง  ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากที่เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงทศพิธราชธรรม  แต่เรากลับมีนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอรัปชั่น    ภาวะผู้นำหรือผู้นำที่สังคมไทยต้องการและจำเป็นต้องมีนั้น ควรมีลักษณะอย่างไรจึงจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญและสงบสุขได้
ในที่นี้ผู้เขียนขอเสนอหลักปฏิบัติของผู้นำ ๑๐  ข้อ แบบร่วมสมัยที่ผู้เขียนเชื่อว่าผู้นำประเทศทุกยุคทุกสมัยนำไปใช้ได้  เพียงแต่ว่าต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงมิใช่แค่อยู่ในหน้ากระดาษเท่านั้น  กล่าวคือ
๑)       เป็นผู้ให้  ไม่ใช่ผู้กอบโกย  (ทานํ)
๒)      เป็นผู้มีจริยธรรม  คือมีความประพฤติที่ถือเอาเป็นต้นแบบได้  (สีลํ)
๓)      เป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน  (ปริจฺจาคํ)
๔)      เป็นผู้มีสุจริตโปร่งใส  (อาชฺชวํ)
๕)      เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน  ดังหนึ่งเป็นข้าช่วงใช้ของประชาชน  (มทฺทวํ)
๖)      เป็นผู้ฝึกตนให้ลอยพ้นเหนือผลประโยชน์และอคติทั้งปวง  (ตปํ)
๗)      เป็นผู้ไม่ลุแก่อำนาจ  (อกฺโกธํ)
๘)      เป็นผู้ไม่เบียดเบียนประชาชนทั้งโดยอำนาจ/กฎหมาย/ภาษีที่ไม่ชอบธรรม      (อวิหิงฺสา)
๙)      เป็นผู้อดทนต่องานหนัก/ต่อการวิพากษ์วิจารณ์/ต่อการยั่วยุให้ลุแก่อำนาจ  (ขนฺติ)
๑๐)              เป็นผู้ถือธรรม  (นิติธรรม/เนติธรรม/สัจธรรม)  เป็นอำนาจเป็นธงชัย       ในการบริหารราชการแผ่นดิน (อวิโรธนํ) (ว.วชิรเมธี, ๒๕๕๒ : ๗๘)
ในเมืองไทยของเรานั้น ชอบอ้างนักว่าธรรมะไม่เกี่ยวกับการเมือง คนที่นิยมกล่าวอ้างเช่นนี้  แสดงว่าขาดความรู้ทั้งทางธรรมและทางการเมืองเพราะในความเป็นจริงนั้น  ธรรมะจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเมือง  เนื่องจาก  “การเมืองที่ไม่มีธรรมะ  ก็เท่ากับประเทศชาติไม่มีความเจริญ”  เพราะเมื่อนักการเมืองไม่มีธรรมะ  เขาจะนำพาเอาประเทศชาติฉิบหายไปด้วย  มีนักการเมืองคนหนึ่งได้กล่าวออกสื่อว่า  “ผมไม่ได้รับมอบหมาย  ให้มาพูดเรื่องจริยธรรม”  ประโยคนี้ถือเป็นประโยคทองที่ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า  ความเป็นผู้นำของนักการเมืองไทยบางคนไม่ได้ผูกโยงกับหลักของศีลธรรมอันดีงาม  เมื่อนักการเมืองเลือกที่จะปฏิเสธการยอมรับศีลธรรมฉันใด  นั่นก็แสดงให้เห็นว่า  นักการเมืองเลือกที่จะยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นว่าเป็นเรื่องปกติวิสัยฉันนั้น  หากประเทศไทยมีนักการเมืองหรือผู้นำที่ปราศจากธรรมะเป็นแนวทางในการทำงานแล้ว  ประเทศไทยย่อมมีโอกาสสูงที่จะตกต่ำไปมากกว่านี้  ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับนานาชาติ  เพียงแค่หยิบยกเรื่องจริยธรรมมาเป็นเครื่องชี้วัดระดับความโปร่งใส  ประเทศไทยก็แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

พุทธวิธีการแก้ปัญหา
          การได้ศึกษาพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าผ่านพระไตรปิฎก  ทำให้เราได้ทราบคุณสมบัติความเป็นผู้นำมาด้วยโดยปริยาย  คุณสมบัติเหล่านั้นแทรกแฝงอยู่ในทุกเหตุการณ์ ทุกเรื่องราว  ไม่ใช่เรื่องที่จะไปถามผู้นำว่า  คุณสมบัติที่ดีของผู้นำคืออะไร  เป็นเรื่องของผู้มองจากภายนอกที่จะต้องสรุปเองว่าคุณสมบัติใดบ้างที่คนๆหนึ่งมี ที่ทำให้เขามีความเป็นผู้นำ 
          พระพุทธเจ้าเคยถูกประทุษร้ายทั้งทางกายและวจีกรรม  เช่น  ถูกท้าทายลองดีโดยพวกต่างลัทธิ  ถูกยั่วยุให้โกรธหรือให้ละทิ้งความตั้งใจ  ถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยผู้มีจิตริษยา  ถูกปองร้ายโดยผู้ใกล้ชิด  ในการบริหารงานภายใน บางครั้งก็มีภิกษุหัวแข็งไม่เชื่อฟัง  ทะเลาะกันเองให้วุ่นวาย  หรือแม้กระทั่งมีผู้คิดจะแบ่งแยกสงฆ์ออกเป็นสองฝ่าย  พระพุทธองค์ทรงใช้วิธีการต่างๆกันในการแก้ปัญหา  ขึ้นอยู่กับโอกาสและลักษณะของปัญหา  เช่น 
          การกล่าวร้ายป้ายสีของพวกลัทธิอื่นในกรุงสาวัตถี  หรือการรุมด่าว่าที่ทรงประสบในกรุงโกสัมพี  ทรงใช้วิธีกล่าวเตือนสติแต่ไม่โต้ตอบ  เรื่องร้ายก็คลายไป
          การทะเลาะกันเองของภิกษุชาวเมืองโกสัมพี  เมื่อพระพุทธเจ้าห้ามแล้วไม่มีภิกษุฝ่ายใดยอมฟัง  ก็เสด็จปลีกพระองค์ออกไปอยู่ป่า  จนกระทั่งชาวเมืองหันมาประท้วงพระภิกษุผู้ช่างทะเลาะ เหตุที่ไม่พอใจเพราะพระภิกษุเหล่านี้ทะเลาะกันจนทำให้พระพุทธเจ้าหลีกพระองค์ไปอยู่ป่า เมื่อภิกษุเหล่านั้นสำนึกได้  เรื่องจึงคลี่คลายลง
          การวางท่าทีต่อคำถามของวัสสการพราหมณ์  ซึ่งถามเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเมือง  พระองค์ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งของแคว้นวัชชี  หมายความว่า  แทนที่พระพุทธองค์จะตรัสว่ายุทธศาสตร์การรบคืออะไร  พระองค์กลับว่า  การจะสร้างเมืองให้เข้มแข็งต้องทำอย่างไร เพราะเมื่อชุมชนเข้มแข็งแล้ว ทุกอย่างไม่ว่า  ด้านการศึกษา  สังคม   การเมืองการปกครอง  เศรษฐกิจ  ก็เข้มแข็งไปด้วย  เมื่อเป็นเช่นนั้น  จะไม่มีใครสามารถทำลายได้  หรือจะไปทำลายเขาก็ไม่ได้  โดยชี้ให้วัสสการพราหมณ์เห็นตัวอย่างและเข้าใจในยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งนั้น ผ่านการสนทนากับพระอานนท์ถึงอปริหานิยธรรมที่ชาวแคว้นวัชชีถือปฏิบัติอยู่ 
การศึกษาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า   ดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้  ในภาพรวมเป็นเครื่องเตือนให้เห็นว่าแม้แต่พระศาสดาผู้เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณก็ยังประสบปัญหานานาประการจากบุคคลที่ยังมีกิเลสครอบงำจิตใจ   พระองค์ทรงใช้พระปรีชาญาณในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดีพร้อมทั้งยังชี้แนะแนวทางสันติสุขให้กับประชาชนด้วย
การหันมาดูพุทธวิธีในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ  ซึ่งพระพุทธองค์ทำด้วยปัญญาคุณ  และพระมหากรุณาคุณ  อาจจะทำให้ผู้นำตัดสินใจในเรื่องต่างๆโดยใช้อารมณ์น้อยลง  มีสติและความรอบคอบมากขึ้น  ทว่า  เราต้องไม่ลืมว่าการกระทำต่างๆของพระพุทธเจ้า  มิได้ใช้วิธีการอันมิชอบตามทำนองคลองธรรม  พุทธวิธีเป็นวิธีที่มีพระบริสุทธิคุณรองรับอยู่  การที่ผู้นำยังมีกิเลสอยู่  ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะล้มเลิกความตั้งใจใช้พุทธวิธีเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ  แต่ควรจะเป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้เท่าทันระมัดระวัง  และพยายามลดกิเลสลงบ้าง  ลดความเห็นแก่ตัวลงบ้าง  มองผลที่จะเกิดกับประชาชน และสังคมโดยรวมให้มากขึ้น  โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในฐานะผู้นำ ควรยึดหลักธรรมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ก่อนที่ปัญหานั้นๆจะเปลี่ยนระดับกลายเป็นวิกฤติของคนในชาติ  ถ้ากระทำได้เช่นนั้น  ผลของการกระทำอันดีงามและเที่ยงตรงก็ไม่สูญหายไปไหนแน่นอน ผลจากการกระทำนั้นจะส่งผลย้อนกลับมาเป็นความเจริญอย่างยั่งยืน  ความสงบร่มเย็นของประชาชนภายในชาติ  รวมทั้งความสงบสุขในสังคมโลกสืบไป

สติมา...ปัญญาเกิด


วิเคราะห์บทความ


สติมา…ปัญญาเกิด

เรื่อง ดนัย จันทร์เจ้าฉาย /
 เรียบเรียง ณัฐนภ ตระกลธนภาศ / ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี


เมื่อพิจารณาจากเรื่องทั้งหมดแล้ว  แยกวิเคราะห์ออกได้เป็น  ๒  ลักษณะใหญ่  กล่าวคือ  
ในมุมมองด้านสังคมและมุมมองของศาสนาในลักษณะปฏิบัตินิยม
มุมมองด้านศาสนา
          พบว่า ผู้ดำเนินเรื่องเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลานาน  เมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจก็สามารถกำราบให้ระงับลงได้  ในที่นี้เขาประสบกับความโกรธจนตัวเองแทบไม่สามารถระงับมันได้  แต่เมื่อระลึกได้  มีสติควบคุม  พิจารณาความโกรธที่เข้ามาครอบงำจิตใจ  ความโกรธนั้นจึงระงับไปได้  จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า  ผู้ดำเนินเรื่อง  มิได้รู้จักพระพุทธศาสนาเพียงแค่ในคัมภีร์  แต่สามารถนำสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนมาปฏิบัติแก้ไขในสถานการณ์ดังกล่าวได้ดี  ซึ่งตรงกับหลักการของจอห์น  ดิวอี้  นักปฏิบัตินิยม  ที่มีความเห็นว่า  “เมื่อมนุษย์ต้องพบปัญหาอยู่ตลอด การฝึกมนุษย์ให้แก้ปัญหาได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยให้ขจัดปัญหาที่มาขัดขวางการดำเนินชีวิตได้ และชีวิตนั้นก็จะอยู่รอดตลอดไป พระพุทธศาสนามิได้เป็นศาสนาในคัมภีร์เท่านั้น  แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีการถอดความจากคัมภีร์แล้วนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อไปสู่ความหลุดพ้นจากปัญหาหรือความทุกข์  เปรียบพระพุทธศาสนาเป็นดั่ง “สื่อหรือช่องทาง”  รอให้ผู้ศึกษานำไปปฏิบัติใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตนต้องการ
          พระพุทธศาสนาได้วางรากฐานในการแก้ปัญหาด้วยหลักธรรมที่ชื่อว่า  “อริยสัจ ๔”  โดยมี  “ทุกข์”  เป็นข้อต้น  จะเห็นว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว  ตอนแรกผู้ดำเนินเรื่องประสบกับภาวะเสียใจที่เห็นรถที่ตนหวงแหนถูกกรีดยางจนทำให้เกิดโทสะขึ้น  แต่หลังจากนั้นเขาเกิดสัมมาสติทำให้ระงับความโกรธนั้นได้  จิตจึงเกิดความชุ่มชื่นเบิกบาน  เพราะระงับโทสะนั้นได้
          เมื่อพิจารณาเฉพาะตัวโทสะแล้ว นอกจากจะทราบว่า โทสะ  เป็นไฟอันแรงกล้าแล้ว ยังพบว่า  “โทสะ”  เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ชนิดหนึ่ง  ถึงแม้ว่าบุคคลที่มิได้พบเจอกับตัวเองด้วยประสบการณ์ตรง  แต่เมื่อโทสะนี้ถูกถ่ายทอดโดยวจนสัญลักษณ์หรือการบรรยายพูดคุย  ทำให้โทสะนี้เกิดขึ้นกับบุคคลที่ได้ยินและได้ฟังได้เช่นเดียวกัน  เพราะเขาเหล่านั้นจะเกิดมโนภาพขึ้นในใจ  เมื่อฟังเรื่องราวจากบุคคลหนึ่ง บุคคลนั้นย่อมถ่ายทอดความรู้สึกที่ตนมีผ่านกระบวนการทั้งหมดเพื่อให้ผู้ฟังรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นและเห็นพ้องกับทัศนะของตนในที่สุด  จึงทำให้  “โทสะ”  เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ได้นั่นเอง
          พระบรมศาสดาทรงสอนว่า  คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธนั้น  นับว่าเป็นคนเลวมากพออยู่แล้ว แต่คนที่ขาดสติยับยั้งชั่งใจปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอารมณ์โกรธ  แล้วแสดงอาการโกรธตอบคนที่เขาโกรธก่อนนั้น คนประเภทหลังนี้นับว่าเป็นคนเลวยิ่งกว่าคนแรกอีกเป็นทวีตรีคูณ  เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรเป็นทั้งคนเลวคนแรกด้วยการเป็นฝ่ายจุดไฟแห่งความโกรธขึ้นมาก่อน และไม่ควรเป็นทั้งคนเลวคนที่สองด้วยการเป็นฝ่ายเติมเชื้อไฟให้ลุกโพลงรุ่งโรจน์โชติช่วงขึ้นมาอีก     
แต่อย่างไรก็ตาม  ความโกรธเป็นสิ่งที่ระงับได้ด้วยพุทธวิธีต่างๆ เริ่มด้วยการมีสติระลึกรู้ตัว  พิจารณาที่จิตที่อารมณ์ของตัวเอง  อยู่กับลมหายใจ    คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย  ก็ได้ปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า  หากมีใครเป็นฝ่ายโกรธเราขึ้นมาก่อน  ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม  แต่เราสามารถยับยั้งชั่งใจไว้ไม่โกรธตอบ  ประคองตนอยู่ในอาการอันสงบ  มีสติ  ไม่คะนองกาย  วาจา และใจ  คนที่ทำได้เช่นนี้นับว่าเป็นผู้ชนะมหาสงครามที่เอาชนะได้แสนยาก  หลวงปู่ติช นัท ฮัน  แห่งหมู่บ้านพลัม  ได้พูดไว้เสมอว่า  “Happiness is  here  and  now. You have to drop your worries.”  หมายความว่า  “ความสุขอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้  คุณต้องวางความกังวลต่างๆของคุณลง”   กล่าวคือ  การอยู่กับปัจจุบัน ละทิ้งความกังวลวุ่นวายนั้นเสีย
อีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนพบเห็นคือ  การลดอัตตาตัวตน หรือ Ego ของตัวเองลง  กล่าวคือ  เมื่อคนทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกันได้  ประเด็นที่หนึ่ง  คุณดนัยซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้เข้าไปขอโทษคนเยอรมัน  ประเด็นที่สอง คนเยอรมันได้เชิญบริษัทของคุณดนัยไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทของเขา  ทั้งที่ตอนแรกคนเยอรมันมองว่า  คุณดนัยไม่มีระเบียบวินัยจอดรถในที่ของเขา
ดังนี้แล้วจะเห็นว่า  การศึกษาและฝึกฝนศาสตร์สาขาต่างๆ  โดยเฉพาะศาสตร์ที่ชื่อว่า  พุทธศาสตร์  เป็นศาสตร์ที่ให้คนมีสติอยู่กับปัจจุบัน  พระพุทธศาสนาเป็นสื่อที่นำไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างเยี่ยมยอด  สามารถนำไปแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการดำรงชีวิตในสังคมอันวุ่นวายได้อย่างน่าอัศจรรย์  จึงอาจกล่าวได้ว่า  พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จำเป็นสำหรับคนทั้งโลก
มุมมองด้านสังคม
          ลักษณะของสังคมประการหนึ่งคือ  “การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มทั้งนี้เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม (social animal) เพราะฉะนั้นย่อมมีโอกาสสูงที่คนในสังคมจะเกิดการปะทะกันด้วยวาจา และด้วยกำลังทางกาย  สาเหตุหลักของการกระทบกระทั่งกันในเหตุการณ์ดังกล่าว  คือ  การถือครองอาณาเขตของตน    โดยคนเยอรมันก็มีอาณาเขตที่จอดรถส่วนตัวเป็นของตัวเอง    แต่ในวันหนึ่งได้มีรถของคุณดนัยไปจอดทับเข้า คนเยอรมันจึงหวงแหนอาณาเขตของตน  จึงกระทำการบางอย่างเพื่อเป็นการสั่งสอนคนที่มาจอดรถในที่ของตน
          ในทางตรงกันข้าม ผู้ถูกกระทำของก็หวงแหนทรัพย์สินของตนที่ได้มาโดยชอบ  กลับถูกกระทำให้เสียหายโดยผู้อื่น  ผู้ถูกกระทำจึงเกิดความไม่พอใจที่ผู้อื่นทำให้ทรัพย์ของตนเสียหาย
          ลักษณะของสังคมอีกประการหนึ่งว่า  คนในสังคมย่อมมีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์กัน หมายถึง การที่บุคคลมาอยู่รวมกันจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์กัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน   ดังนั้น  คุณดนัยจึงเริ่มที่จะไปหาวิธีที่จะแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าว  เพราะเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์แล้ว  ถึงแม้ว่าทั้งสองท่านจะไม่รู้จักกันมาก่อน  แต่เรื่องราวก็ทำให้คนทั้งสองกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันได้  อับราฮัม  ลินคอร์น  เคยกล่าวถึงวิธีการทำลายศัตรูของท่านว่า  “วิธีกำจัดศัตรูที่ดีที่สุดในทัศนะของข้าพเจ้าคือ  จงทำศัตรูให้กลายเป็นมิตรของท่านเสีย”  พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,ผศ.ดร. ได้กล่าวไว้คล้ายกันว่า  “รักษามิตร Limit ศัตรู” 
บุคคลทั้งสองคนถึงแม้อยู่ในช่วงเวลาและถิ่นฐานต่างกัน  แต่มีความคิดเกี่ยวกับการผูกมิตรและทำศัตรูคู่อริให้เป็นมิตร  นั่นแสดงว่า  การเปลี่ยนศัตรูคู่อริให้เป็นมิตรนั้นเป็นหนทางไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน  นั่นคือ  การกำจัดทุกข์  ได้แก่  ทุกข์จากการมีศัตรู  คุณดนัยจึงเริ่มกระทำการกำจัดศัตรูด้วยการเข้าไปขอโทษด้วยตนเอง  และนำช่อดอกไม้ไปให้ศัตรู  พร้อมฝากข้อความถึงคนนั้นว่า “เราอยู่ตึกเดียวกันน่าจะคุยกันได้  สาเหตุที่ทำให้ผมต้องไปจอดรถในที่ของเขาก็เพราะผมต้องรีบไปงานศพ”          หลังจากนั้นไม่นานคนเยอรมันก็ได้นำตะกร้าผลไม้กับแชมเปญมาให้พร้อมแนบจดหมายสำนึกผิดมาด้วย  อีกทั้ง เขาได้แสดงความเห็นว่า “คุณดนัยทำให้เขามองเห็นว่าทุกคนต่างมีเหตุผลในการกระทำของตนเองทั้งสิ้น”  ต่อมาคนทั้งสอง  ก็ได้ทำงานร่วมกันกลายเป็นว่า  เรื่องดังกล่าว  เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ  และจบลงด้วยการให้  กล่าวคือ  คุณดนัยบังเอิญไปจอดรถในที่ที่เขามีเจ้าของ  จบลงด้วยการให้อภัย
ภราดาฟ ฮีแลร์  นักกวีนิพนธ์  ได้กล่าวไว้ในวงวรรณกรรมสั้นๆแต่คมคายมากว่า  “สองคนยลตามช่อง  คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม  อีกคนตาแหลมคม  มองเห็นดาวอยู่พราวพราย”   เมื่อใดที่คนหนึ่งมองโลกในแง่หนึ่งซึ่งเป็นด้านมืด  แต่ถ้าอีกคนหนึ่งมองโลกในแง่หนึ่งซึ่งเป็นด้านสว่าง  คนที่มองโลกด้วยความสดชื่นเบิกบาน  มองอย่างมีสติ  คนๆนั้นย่อมรับประโยชน์จากความคิดของเขาได้โดยฉับพลัน  เหมือนดังคุณดนัย ที่แสวงหาทางออกให้กับตัวเอง  แสวงหาทางออกให้กับปัญหาที่ประสบ  ทั้งนี้ทั้งนั้น  คุณดนัยได้แสวงหาหนทางออกร่วมกันกับคู่กรณี  เพื่อหาทางออกให้กับสังคมเช่นกัน  คือการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมเล็กๆ ที่ชื่อว่า  สังคมแห่งการตื่นรู้.

"บวร" กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม


บ้าน วัด  โรงเรียน  เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  แต่เมื่อมองอย่างบูรณาการแล้ว  ผู้เขียนวิเคราะห์แล้วว่า  ทั้งสามภาคส่วนนั้นมีการพัฒนาร่วมกันจริง  แต่ต้องมีแกนกลางในการพัฒนา  นั่นก็คือ  วัด    
พระสงฆ์ถือว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน รวมทั้งเป็นผู้นำที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือดังนั้น การพัฒนาเรื่องใด ๆ ในชุมชนจึงมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการตัดสินใจและจัดการโดยชาวบ้านเป็นผู้ปฏิบัติตาม หากไม่มีพระสงฆ์ผู้นำ การพัฒนาก็ล้มเลิกไป  เช่น วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี และวัดป่าดงชมพูพาน จังหวัดสกลนคร ที่ผู้นำมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ การวางแผนตลอดจนการดำเนินการแบบเบ็ดเสร็จ
          การมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงเรียน และพระสงฆ์ เป็นตัวแบบที่กลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาส่วนใหญ่นิยมใช้ ลำพังจริยธรรมและจิตวิญญาณในการอนุรักษ์อาจจะไม่เพียงพอต่อการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จำเป็นต้องใช้ทักษะของผู้นำตลอดจนข้อมูลข่าวสารเพื่อวางกลยุทธ์ในการจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน  เพราะผู้เขียนเชื่อว่าการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกันโดยนำเอาจิตวิญญาณที่สร้างสรรค์มาถักทอเชื่อมโยงกัน แล้วขยายออกไปเป็นวงกว้างเพื่อให้สังคมเกิดการพัฒนาไปในทางที่ดี ดังนั้นผู้เขียนจึงขอเสนอแนวคิดวิธีการในการให้ทั้งสามภาคส่วน  เรียกโดยรวมว่า ชุมชน  ไว้ดังนี้
         การปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมของพระสงฆ์เอง ก็ได้แทรกหลักธรรมเข้าไปในการจาริกเพื่อให้ผู้ที่ร่วมในการจาริกเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจชีวิตและความเป็นจริงของการอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ เกิดความตระหนักหวงแหนและรักธรรมชาติ เช่น โครงการธรรมยาตราลุ่มน้ำโขง ธรรมยาตราทะเลสาบสงขลา เป็นต้น
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบธรรมชาติ มีลักษณะที่สำคัญคือเน้นการพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองให้กลมกลืนกับธรรมชาติโดยให้พระสงฆ์คอยแนะนำ เช่น มองเห็นความงดงาม น่ารื่นรมย์ มองเห็นคุณค่าของธรรมชาติ ความหลากหลายทางธรรมชาติต่อการพัฒนาจิต เกิดจิตวิเวก สงบ พัฒนาไปสู่ปัญญา โดยการปล่อยให้ธรรมชาติปรับตัวไปตามกฎธรรมชาติหรือตามระบบนิเวศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นแนวคิดที่พัฒนาจิตตนเองโน้มน้าวไปสู่ธรรมชาติแต่ไม่แทรกแซงธรรมชาติให้มาสู่จิต
           แนวคิดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงนำมาใช้เช่นเดียวกัน ทรงเรียกว่า การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกคือการเลือกสถานที่เหมาะสมแล้วทิ้งป่าไว้ ไม่รังแกป่าหรือตอแยต้นไม้ เพียงแต่คอยคุ้มครองให้ขึ้นเองเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น  วัดป่าพรหมประทาน จังหวัดร้อยเอ็ดได้นำมาประยุกต์ใช้จนได้รับประกาศให้พื้นที่วัดเป็นป่าชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ถึงปัจจุบัน โดยที่ชาวบ้านให้ความร่วมมือในการดูแลและจัดการป่าไม้ในบริเวณวัดอย่างดี มีการร่วมมือระหว่างโรงเรียน  บ้านและวัดอย่างเหนียวแน่น
          การปฏิบัติแบบธรรมยาตรา เป็นการเดินทางด้วยธรรมะ เพื่อให้เข้าใจสภาวธรรม สภาพธรรมชาติ และสภาพที่เป็นอยู่จริงของทรัพยากรธรรมชาติและเข้าใจกระบวนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน มองเห็นปัญหา ความขัดแย้งผลประโยชน์ ด้วยการสัมผัสและสังเกตการณ์ และนำมาแสวงหาแนวทางแก้ไขอย่างลุ่มลึก ตัวแบบนี้มีการประยุกต์ใช้กับวัดป่าสุคะโตจังหวัดชัยภูมิ
          ดังจะเห็นว่า  การที่พระสงฆ์ได้มีบทบาทในการเป็นผู้นำของทั้งบ้าน และโรงเรียนแล้ว  ทั้งสามภาคส่วนก็สามารถสอดรับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง

มนุษย์ ต้นเหตุปัญหาสิ่งแวดล้อม


สภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายไปนั้น เกิดขึ้นกับปัจจัย ๓ ประการ ดังนี้ “การอุตสาหกรรม  การเกษตร  มนุษย์”   ทั้งสามประการนี้  ผู้เขียนเห็นว่า  มนุษย์  เป็นสาเหตุหลักของทั้งหมด
เนื่องจากมนุษย์เป็นต้นเหตุของกระบวนการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในโลกนี้   เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงกระบวนการทำลาย    ถึงแม้ว่าในระบบอุตสาหกรรมและการเกษตร  จะเป็นตัวเร่งให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมและก๊าซมีเทนจากแหล่งเกษตรกรรม เช่น จากนาข้าว เป็นต้น    
แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งภาพอุตสาหกรรมและภาคเกษตร  มนุษย์ก็เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทั้งสองภาคส่วนดำเนินไปด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม  ดังนั้นมนุษย์เองจึงเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำลายสิ่งแวดล้อม  โดยมีสาเหตุจากการเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว  ทำให้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้สนองความต้องการในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งบางครั้งเกินความจำเป็น จนทำให้ระบบนิเวศต่าง ๆ เสียสมดุล ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างเสื่อมโทรม ร่อยหรอหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถเอื้อประโยชน์ได้เช่นเดิม
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการ รวมไปถึงการควบคุมขนาดประชากรโลกให้มีความเหมาะสมกับทรัพยากรของโลก ด้วยวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
1.การให้การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยเน้นให้ประชาชน ได้รู้จักธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมนุษย์อย่างแท้จริง โดยให้มีการศึกษาถึง นิเวศวิทยา และความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีความรู้จริง ในการดำรงชีวิต ให้ผสมกลมกลืน กับธรรมชาติที่อยู่โดยรอบ ได้มุ่งสอน โดยยึดหลักศาสนา โดยสอนให้คนมีชีวิต ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ทำลายชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่ในธรรมชาติด้วยกัน ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ อย่างสิ้นเปลืองน้อยที่สุด ทำให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ ที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการ ของสังคมและประเทศชาติ ในการพัฒนา
2. การสร้างจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  เป็นการทำให้บุคคลเห็นคุณค่าและตระหนักในสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ รวมทั้งผลกระทบจากการทำกิจกรรมที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความรู้สึก รับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ระหว่างสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาการสร้างจิตสำนึก โดยการให้การศึกษา เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาจิตใจของบุคคล และยังมีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล ให้มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ
3. การส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยให้เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมดำรงชีวิต โดยสอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดตามมา จากการให้การศึกษา และการสร้างจิตสำนึก ทำให้มีการดำรงชีวิต โดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติ
๔.  การบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด ได้แก่  มาตรการกันไว้ดีกว่าแก้  การมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม  และมาตรการใครทำคนนั้นจ่าย  ล้วนเป็นลักษณะหนึ่งของกฎหมายสิ่งแวดล้อม  เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535  พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535  เป็นต้น

ปัญหาน้ำในลำคลองเน่าเสีย


ปัญหาน้ำในลำคลองเน่าเสีย เป็นมลพิษทางน้ำ
การเจริญของชุมชนเมืองและการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยขาดการบริหารจัดการที่ดีด้านน้ำเสียที่เกิดขึ้น ส่งผลให้คุณภาพน้ำในคูคลอง และแม่น้ำสายต่างๆ ที่รองรับน้ำทิ้งจากชุมชนเมืองและโรงงานอุตสาหกรรม  มีความเสื่อมโทรม และมีคุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่จะนำไปใช้เพื่อการอุปโภค, บริโภค และการอุตสาหกรรม 
 ด้วยเหตุนี้การจะคืนคลองสวย คืนน้ำใส ให้ชุมชนจะต้องแก้ที่ต้นสายและรักษาปลายเหตุ  เป็นการคืนสภาพน้ำในคู คลองให้ใสสะอาดอย่างยั่งยืน
การแก้ที่ต้นเหตุ คือ ภาครัฐต้องเอาจริงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายต่อโรงงานอุตสาหกรรมเรื่องการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยทิ้ง และการรณรงค์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลอง ไม่ทิ้งของเสียและขยะจากครัวเรือนลงในคลองก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน
             รักษาที่ปลายเหตุ หมายถึง การบำบัดน้ำเสียที่มาจากภาคครัวเรือนต่างๆ โดยการเพิ่มปริมาณโรงบำบัดน้ำเสียให้สามารถรองรับน้ำเสียได้ครบทุกอำเภอโดยในเฉพาะในกทม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสีย และการแก้ไขน้ำในคลองที่เน่าเสีย อันได้แก่
          ๑). เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ  เป็นการใช้ผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชที่ต้องการกำจัดอยู่แล้ว มาทำหน้าที่ดูดซับความสกปรก รวมทั้งสารพิษจากน้ำเน่าเสีย
๒). เติมอากาศชีวภาพบำบัด  ใช้เครื่องจักรกลเติมอากาศเพิ่มออกซิเจนละลายน้ำ ซึ่งใช้ออกซิเจนตามธรรมชาติจากพืชน้ำ และสาหร่าย
๓) . การผสมผสานระหว่างพืชน้ำกับระบบเติมอากาศ   สร้างบ่อดักสารแขวนลอย ปลูกต้นกกอียิปต์ เพื่อใช้ดับกลิ่นและปลูกต้นผักตบชวาเพื่อดูดสิ่ง สกปรกและโลหะหนัก ต่อจากนั้นใช้กังหันน้ำและแผงท่อเติมอากาศให้กับน้ำเสียตามความเหมาะสม ตลอดจนให้ตกตะกอนก่อน ปล่อยลงแหล่งน้ำ
๔). หลักธรรมชาติ บำบัด มี 4 ระบบ คือ ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ระบบบ่อชีวภาพ ระบบหญ้ากรอง และระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้ป่าชายเลน
๕). การเติมอากาศ โดยใช้กังหันน้ำชัยพัฒนา  มีใบพัดเคลื่อนน้ำและซองรับน้ำไปสาดกระจายเป็นฝอย เพื่อให้สัมผัสอากาศได้อย่างทั่วถึง เป็นผลให้ออกซิเจนในอากาศสามารถรวมละลายเข้าไปในน้ำได้อย่างรวดเร็ว
 ประเด็นที่สามารถทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว 
          ควรให้ภาคประชาสังคมทราบถึงผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากปัญหาน้ำเน่าเสีย
1. ผลกระทบต่อการเกษตรกรรม
1.1 การกสิกรรม  น้ำเสียที่เกิดจากการปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำโดยปราศจากการกำจัด ทำให้แหล่งน้ำมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชและใช้เลี้ยงสัตว์
1.2 การประมง  ทำให้สัตว์น้ำต่างๆ ค่อยๆ ลดจำนวนลง เนื่องจากไม่สามารถดำรงชีวิตและแพร่พันธุ์ได้ตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อการประมงยิ่งขึ้น นอกจากนี้สารพิษที่สะสมยังทำให้สัตว์น้ำมีคุณภาพไม่เหมาะสมต่อการบริโภคอีกด้วย
2. ผลกระทบต่อการสาธารณสุข
ทำให้เกิดโรคร้ายแรง ทำลายสุขภาพของประชาชน ทั้งโดยตรงและทางอ้อม เช่น โรคมินามาตะ (Minamata) เกิดจากากรรับประทานปลาที่สารปรอทสูง ผู้ป่วยมีอาการเกี่ยวกับประสาท มือเท้า ขา ถ้าเป็นมากๆ อาจถึงทุพพลภาพและตายได้ โรคอีไตอีไต (Itati-Ttai) เกิดจากการที่ประชาชนใช้น้ำที่มีแคสเมี่ยมในการบริโภคและการเกษตร โรคระบาดหลายชนิด เช่น อหิวาต์ ไข้ไทฟอยด์ โรคบิด เกิดจากน้ำสกปรก เป็นพาหะนอกจากนี้ แม่น้ำลำคลองเน่าเสียยังส่งกลิ่นเหม็น ก่อให้เกิดความเดือนร้อนรำคาญ เป็นการบั่นทอนสุขภาพของผู้อาศัยอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง และผู้สัญจร
๓. ผลกระทบต่อการผลิตน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค
น้ำเสียกระทบกระเทือนต่อการผลิตน้ำใช้อย่างยิ่ง แหล่งน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาส่วนใหญ่ ได้แก่ ลำคลอง เมื่อแหล่งน้ำเหล่านี้เกิดเน่าเสีย คุณภาพน้ำลดลง ทำให้ค่าใช้จ่ายในขบวนการผลิตเพื่อให้ได้น้ำที่มีคุณภาพเข้าเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อแหล่งน้ำเสียเพิ่มขึ้น การเลือกแหล่น้ำเพื่อการประปาก็ยิ่งมาก และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วย
ถึงเวลาแล้ว...ที่ทุกคน ทุกส่วน ทุกหน่วยงาน ทั้งภาคชุมชน ภาคเอกชน และภาครัฐ..ต้องตระหนัก
รู้ถึงผลเสียหาย  ต้องปลุกจิตสำนึกให้คนรับรู้  ต้องมีมาตรการบังคับ ลงโทษ อย่างหนักเพื่อรักษาแหล่งน้ำ คู คลอง  ไม่ให้ถูกทำร้ายมากกว่าทุกวันนี้

การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสว่า "ถ้าจะปลูกต้นไม้ต้องปลูกต้นไม้ในใจคนให้ได้" 
การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกป่า  หมายถึง  การอนุรักษ์ป่าไม้โดยอาศัยระบบวงจรป่าไม้และการทดแทนตามธรรมชาติด้วยการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้  และควบคุมไม่ให้มีคนเข้าไปตัดไม้หรือเหยียบย่ำต้นไม้เล็กๆ เพื่อที่ว่าเมื่อทิ้งช่วงระยะหนึ่ง พืช ลูกไม้ พรรณไม้ต่างๆ จะค่อยๆเจริญเติบโต และขยายพันธุ์ฟื้นตัวขึ้นได้ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกนี้  เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด  แต่กลับให้ผมที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล
การปลูกป่าในใจคน  หมายถึง   การปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดินน้ำลมไฟที่อยู่รอบตัวเรา  โดยเริ่มจากการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเพื่อให้ได้รับรู้ถึงประโยชน์ของป่าและการอยู่ร่วมกับป่าอย่างพึ่งพาอาศัยกัน  และส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกป่าจนกระทั่งสามารถจัดตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ป่า  ช่วยกันดูแรรักษาป่า  สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น  ป้องกันการตัดไม้ทำลายปาและการเกิดไฟป่า  คลอดจนรู้จักนำพืชป่ามาบริโภคอย่างเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น
ลุงสอน กล้าศึก (คนบ้าปลูกป่า) ชาวบ้านโนนเสลา อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เป็นผีบ้าปลูกต้นมากว่า 20 ปี เพราะเชื่อว่า การปลูกต้นไม้คือกุศลที่ยั่งยืน เริ่มต้นในปี 2528  ปู่สอนนำกล้าไม้ท้องถิ่น ไปปลูกในที่สาธารณะของหมู่บ้าน ทั้งในลานวัด, ริมบึงหนองตูม และแม้กระทั่งในป่าช้า ทุกวัน ปู่สอน จะตื่นตั้งแต่ตี 4 ออกไปปลูกและดูแลต้นไม้ ด้วยลมหายใจเข้าออกที่มีแต่ความคิดที่ว่า จะทำงานปลูกต้นไม้ต่อไป เพื่อสร้างผืนป่าให้มากที่สุด จนกว่าชีวิตจะหาไม่ภารกิจเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ แม้จะถูกค่อนขอดต่างๆ นานา ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ เมื่อบ้านโนนเสลา มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่ใจกลางชุมชน เป็นแหล่งอาหารที่อยู่อาศัย สถานที่พักผ่อน ให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จาก ผีบ้าจึงกลายเป็น วีรบุรุษของชาวโนนเสลา และผู้คนทั่วไปที่มาขอคารวะเป็นลูกศิษย์ เพื่อเจริญตามรอยเท้าแห่งความดีงามนี้
นี่เป็นตัวอย่างของคนที่มีจิตสำนึกในการปลูกป่า  โดยที่ป่าได้เติมโตในใจกลางของเขาเสียแล้ว